ภาวะสมองพิการ (Cerebral Palsy)

18 พ.ค. 2569 15:54:39จำนวนผู้เข้าชม : 45 ครั้ง

ภาวะสมองพิการ (Cerebral Palsy)
ภาวะสมองพิการเป็นกลุ่มความผิดปกติของสมองส่วนที่ควบคุมการเคลื่อนไหว ซึ่งพบในทารกแรกเกิดโดยไม่สามารถป้องกันการเกิดโรคนี้ได้ ทำให้ทารกมีพัฒนาการล่าช้าและส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันในอนาคต ดังนั้นผู้ป่วยควรได้รับการฝึกกระตุ้นพัฒนาการให้เร็วที่สุดเพื่อให้สามารถเคลื่อนไหวได้ใกล้เคียงปกติ


ภาวะสมองพิการ คืออะไร
ภาวะสมองพิการ (Cerebral Palsy) หรือที่เรียกกันว่า CP เป็นกลุ่มความผิดปกติอย่างถาวรของระบบสั่งการที่ควบคุมการเคลื่อนไหวและการทรงตัว ซึ่งเกิดจากการบาดเจ็บของสมองในระยะที่ยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่ขณะอยู่ในครรภ์มารดา ส่งผลให้เกิดความบกพร่องด้านพัฒนาการของการเคลื่อนไหวและท่าทางต่างๆ ทำให้ไม่สามารถทำกิจกรรมหรือกิจวัตรประจำวันบางอย่างได้ด้วยตนเอง


สาเหตุของภาวะสมองพิการ
สาเหตุที่ทำให้สมองของทารกพัฒนาได้ไม่เต็มที่เกิดได้ทั้งในระยะก่อนคลอด (ขณะตั้งครรภ์) ระยะคลอด และระยะหลังคลอด ดังนี้
1. ระยะก่อนคลอด หรือในช่วงตั้งครรภ์ของมารดา ส่วนใหญ่ของภาวะสมองพิการจะเกิดในระยะนี้ โดยเกิดได้จากทารกในครรภ์เจริญเติบโตช้ากว่าอายุครรภ์ ภาวะหลอดเลือดสมองตีบหรือแตกในครรภ์ การติดเชื้อ เช่น หัดเยอรมัน และเชื้อไวรัสอื่นๆ เกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ หรือเกิดจากมารดาได้รับสารพิษบางอย่างเข้าสู่ร่างกาย
2. ระยะคลอด มักเกิดจากการคลอดก่อนกำหนด น้ำหนักแรกคลอดน้อย ทารกติดเชื้อ หรืออาจเกิดจากภาวะพร่องออกซิเจนขณะคลอด เช่น มีเลือดออกในสมอง ภาวะคลอดยาก (เช่น คลอดท่าก้น) สายรกพันคอ มารดามีภาวะตกเลือด
3. ระยะหลังคลอด มักเกิดจากการติดเชื้อของทารกทำให้สมองได้รับบาดเจ็บ เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรืออาจเกิดจากการกระแทกของศีรษะ


ปัจจัยเสี่ยงที่สัมพันธ์กับภาวะสมองพิการ
1. อายุครรภ์น้อยกว่า 32 สัปดาห์
2. น้ำหนักแรกคลอดน้อยกว่า 2,500 กรัม
3. มีความผิดปกติของรก เช่น รกลอกตัวก่อนกำหนด น้ำหนักรกน้อยกว่าปกติ
4. เกิดความผิดปกติขณะคลอด เช่น คลอดท่าก้น
5. ภาวะสูดสำลักขี้เทา (meconium aspiration syndrome; MAS)
6. การผ่าตัดคลอดแบบฉุกเฉิน เนื่องจากมารดาหรือทารกอยู่ในภาวะวิกฤต
7. ภาวะขาดออกซิเจนในทารกแรกเกิด
8. อาการชักในทารกแรกเกิด
9. ภาวะหายใจลำบากในทารกแรกเกิด
10. ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ
11. ภาวะติดเชื้อในทารกแรกเกิด


ประเภทของภาวะสมองพิการ
ภาวะสมองพิการแบ่งตามอาการทางระบบประสาทออกเป็น 4 ประเภท ดังนี้
1. Spastic cerebral palsy – พบได้บ่อยที่สุดในผู้ป่วยสมองพิการ ซึ่งมีความตึงตัวของกล้ามเนื้อสูงกว่าปกติ ทำให้มีลักษณะกล้ามเนื้อหดเกร็งและเคลื่อนไหวยากลำบากขึ้น มีการจำกัดกิจกรรมบางอย่างในชีวิตประจำวัน โดยความผิดปกติดังกล่าวสามารถเกิดได้กับแขนและขาข้างเดียว ขาทั้ง 2 ข้าง หรือแขนและขาทั้ง 2 ข้าง
2. Dyskinetic cerebral palsy – ผู้ป่วยจะมีอาการกล้ามเนื้อจะหดเกร็งในขณะที่ตั้งใจทำกิจกรรมหรือมีความเครียด การเคลื่อนไหวจะมีลักษณะบิดหมุนช้าๆ เป็นจังหวะ ร่วมกับมีท่าทางที่ผิดปกติ แต่หากนอนหลับหรือขณะพักความตึงตัวของกล้ามเนื้อจะลดลง มีลักษณะอ่อนปวกเปียก
3. Ataxic cerebral palsy – ผู้ป่วยจะมีความตึงตัวของกล้ามเนื้อสูงกว่าปกติ มีปัญหาในการเคลื่อนไหวแบบทำงานประสานกันและการกะระยะ ทำให้เดินแบบ wide-based gait อาจมีอาการตากระตุกร่วมด้วย
4. Mixed cerebral palsy – เป็นลักษณะผสมระหว่าง Spastic Dyskinetic และ Ataxia cerebral palsy

อาการของภาวะสมองพิการ
อาการหลักของผู้ป่วยสมองพิการคือ มีปัญหาด้านพัฒนาการและการเคลื่อนไหว ดังนี้
1. พัฒนาการล่าช้า
2. ในช่วง 1-3 ปีแรก มีอาการตัวอ่อนปวกเปียก เนื่องจากความตึงตัวของกล้ามเนื้อลดลง ทำให้ทรงตัวในท่าทางต่างๆได้ยากลำบาก
3. อายุ 3 ปีขึ้นไป กล้ามเนื้อแขนขาหดเกร็งมากกว่าปกติ ทำให้เคลื่อนไหวได้ยากลำบาก
4. ในผู้ป่วยที่เริ่มเดินได้ จะเดินเขย่งปลายเท้า หรือมีรูปแบบการเดินที่ผิดไปจากปกติ
5. อาจมีแขนขาสั่น ทำให้ควบคุมการเคลื่อนไหวได้ยากลำบาก
6. มีปัญหาด้านการดูดกลืน
7. มีปัญหาด้านการพูด
8. มีปัญหาระบบต่างๆของร่างกาย เช่น ระบบทางเดินอาหาร มีอาการท้องผูก ระบบหายใจ มีภาวะเหนื่อยง่าย หายใจลำบาก
9. มีปัญหาด้านสติปัญญา การรับรู้
10. มีปัญหาด้านสายตาและการได้ยิน


การวินิจฉัยทางการแพทย์
แพทย์จะซักประวัติ ตรวจร่างกายสังเกตการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ และประเมินปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลต่อภาวะสมองพิการ จากนั้นแพทย์จะส่งทำ MRI เพื่อยืนยันรอยโรคและบริเวณของสมองที่ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งจะต้องได้รับการวินิจฉัยในช่วงอายุ 0-2 ปีเท่านั้น จึงจะเรียกว่า “ภาวะสมองพิการ”


แนวทางการรักษา
• กายภาพบำบัดเพื่อฝึกเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อมัดใหญ่ ฝึกการเคลื่อนไหวให้ใกล้เคียงปกติมากที่สุด และป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น ข้อยึดติด กระดูกผิดรูปจากการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ
• ทางการแพทย์จะให้การรักษาด้วยยาเพื่อลดอาการเกร็งและความตึงตัวของกล้ามเนื้อ หรือแพทย์อาจพิจารณาให้ได้รับการผ่าตัดเพื่อลดความตึงตัวของกล้ามเนื้อ การย้ายเส้นเอ็น หรือผ่าตัดกระดูก
• การรักษาทางด้านอื่นๆ เช่น ปัญหาด้านสายตา ด้านการได้ยิน ด้านจิตเวช
• อรรถบำบัด เพื่อฝึกพูด
• กิจกรรมบำบัดเพื่อฝึกการดูดกลืน การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อมัดเล็ก เช่น แขน มือ


การรักษาทางกายภาพบำบัด
ในการรักษาทางกายภาพบำบัดจะเน้นการฝึกเพื่อกระตุ้นพัฒนาการ ฝึกการทำงานของกล้ามเนื้อมัดใหญ่และกล้ามเนื้อมัดเล็ก ฝึกการเคลื่อนไหวแบบประสานงานกัน ฝึกการทรงตัวในท่านั่ง ยืน เดิน และเพิ่มการเคลื่อนไหวให้ใกล้เคียงปกติมากที่สุด อีกทั้งอาจมีการใช้เครื่องมือทางกายภาพบำบัดเพื่อเพิ่มความแข็งแรงและกระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อ การเพิ่มความยืดหยุ่นของเนื้อเยื่อบริเวณข้อต่อต่างๆ หรือการลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ รวมถึงนักกายภาพบำบัดจะให้คำแนะนำผู้ปกครองในการดูแลเด็กสมองพิการเพื่อป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆที่อาจตามมาได้

 


References
     1. Wimalasundera N, Stevenson V. Cerebral palsy. Practical Neurology. 2016;16(3):184-194.
     2. Cerebral Palsy – Stem Cell Therapy [Internet]. Neurogen.in. 2022 [cited 27 September 2022]. Available from: https://www.neurogen.in/cerebral-palsy
     3. อ.พญ.ปรัชญพร คําเมืองลือ. การฟื้นฟูผู้ป่วยเด็กสมองพิการและโปลิโอ [Internet]. Wmed.cmu.ac.th. 2022 [cited 4 October 2022]. Available from :  https://w1.med.cmu.ac.th/rehab/images/Study_guide/04_1CP%20and%20polio%20MND_MB_PK.pdf


 


เรียบเรียงโดย : กภ.ศรัณญา  วัตรุจีกฤต


ขอขอบคุณแหล่งที่มาของข้อมูล : https://kaorarinsuk.com/cerebral-palsy/#