เลือดกำเดาไหล เกิดจากอะไร? สัญญาณแบบไหนควรไปหาหมอ

เลือดกำเดาไหล (Epistaxis) คือภาวะที่มีเลือดออกจากโพรงจมูก เกิดจากเส้นเลือดฝอยภายในจมูกแตก ซึ่งอาจเกิดจากสาเหตุง่าย ๆ เช่น อากาศแห้ง การแคะจมูก หรือการสั่งน้ำมูกแรงเกินไป แต่บางกรณีอาจเกี่ยวข้องกับโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง การติดเชื้อ หรือความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือด หากเลือดกำเดาไหลบ่อย ไหลไม่หยุด หรือเกิดร่วมกับอาการผิดปกติอื่น ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง


สรุปข้อมูลสำคัญ
- ชื่อภาวะ : เลือดกำเดาไหล (Epistaxis)
- ตำแหน่งที่เกิดบ่อย : เส้นเลือดฝอยบริเวณผนังกั้นจมูกด้านหน้า
- สาเหตุที่พบบ่อย : อากาศแห้ง การแคะจมูก การสั่งน้ำมูกแรง การติดเชื้อในจมูก
- ช่วงวัยที่พบได้บ่อย : เด็กและผู้สูงอายุ
- อาการที่ควรระวัง : เลือดไหลไม่หยุดเกิน 10 นาที ไหลบ่อย หรือมีเลือดไหลมากผิดปกติ
- การปฐมพยาบาล: นั่งก้มหน้า บีบปีกจมูก 10–15 นาที และหลีกเลี่ยงการเงยหน้า


เลือดกำเดาไหล คืออะไร
เลือดกำเดาไหล คือ ภาวะที่มีเลือดออกจากเยื่อบุโพรงจมูก เนื่องจากเส้นเลือดฝอยภายในจมูกแตกหรือได้รับการกระทบกระเทือน ภายในโพรงจมูกของเรามีเส้นเลือดจำนวนมากอยู่ใกล้ผิวเยื่อบุ ทำให้เส้นเลือดบริเวณนี้แตกได้ง่ายเมื่อเกิดการระคายเคืองหรือแรงกระแทก แม้จะดูเป็นอาการที่น่าตกใจ แต่ส่วนใหญ่เลือดกำเดาไหลไม่ได้เป็นอันตรายร้ายแรงและสามารถหยุดได้เอง


ภาวะนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย โดยพบได้บ่อยในเด็กเล็กที่มักแคะจมูก หรือผู้ที่อยู่ในสภาพอากาศแห้ง เช่น ห้องแอร์เป็นเวลานาน รวมถึงผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวบางอย่าง


ในทางการแพทย์ เลือดกำเดาไหลสามารถเกิดได้จากเส้นเลือดบริเวณด้านหน้าของโพรงจมูก ซึ่งเป็นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด และมักไม่รุนแรง หรืออาจเกิดจากบริเวณด้านหลังของโพรงจมูกซึ่งพบได้น้อยกว่า แต่มีโอกาสรุนแรงมากกว่า


แม้อาการเลือดกำเดาไหลส่วนใหญ่จะไม่อันตราย แต่หากเกิดบ่อย หรือมีเลือดออกมากผิดปกติ ควรได้รับการประเมินจากแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง


เลือดกำเดาไหล เกิดจากอะไร?
สาเหตุของเลือดกำเดาไหลมีได้หลายปัจจัย ตั้งแต่พฤติกรรมในชีวิตประจำวันไปจนถึงปัญหาสุขภาพบางอย่าง เช่น
- อากาศแห้ง ทำให้เยื่อบุโพรงจมูกแห้งและเส้นเลือดฝอยแตกง่าย
- การแคะจมูก ทำให้เยื่อบุจมูกเกิดการระคายเคืองหรือบาดเจ็บ
- สั่งน้ำมูกแรงเกินไป ส่งผลให้เส้นเลือดฝอยในจมูกแตก
- การติดเชื้อทางเดินหายใจ เช่น หวัด หรือไซนัสอักเสบ
- ภูมิแพ้จมูกอักเสบ ทำให้เยื่อบุจมูกบวมและระคายเคือง
- การกระแทกหรืออุบัติเหตุบริเวณจมูก เช่น โดนชนหรือหกล้ม
- ความดันโลหิตสูง ทำให้เส้นเลือดแตกได้ง่าย
- การใช้ยาบางชนิด เช่น ยาละลายลิ่มเลือด หรือยาต้านการแข็งตัวของเลือด
- ความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือด เช่น โรคเลือดบางชนิด
- เนื้องอกในโพรงจมูกหรือไซนัส ซึ่งพบไม่บ่อย แต่เป็นอีกสาเหตุที่ต้องระวัง


หากเลือดกำเดาไหลบ่อย หรือมีเลือดออกมากผิดปกติ ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุอย่างละเอียด

เลือดกำเดาไหล มีกี่แบบ
ในทางการแพทย์ เลือดกำเดาไหลสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทหลัก ตามตำแหน่งของเส้นเลือดที่แตก ได้แก่ เลือดกำเดาไหลจากด้านหน้า และเลือดกำเดาไหลจากด้านหลัง
1. เลือดกำเดาไหลทางจมูกด้านหน้า (Anterior Nosebleed)
เป็นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด โดยเฉพาะในเด็กและวัยรุ่น เลือดจะออกจากเส้นเลือดบริเวณผนังกั้นจมูกด้านหน้า ซึ่งเป็นบริเวณที่มีเส้นเลือดฝอยจำนวนมากและอยู่ใกล้ผิวเยื่อบุ จึงแตกได้ง่าย อาการมักไม่รุนแรงและสามารถหยุดได้ด้วยการปฐมพยาบาลเบื้องต้น
2. เลือดกำเดาไหลทางด้านหลังโพรงจมูก (Posterior Nosebleed)
พบได้น้อยกว่า แต่มีความรุนแรงมากกว่า มักพบในผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง เลือดจะไหลจากหลอดเลือดที่อยู่ลึกในโพรงจมูก ทำให้เลือดไหลลงคอหรือกลืนเลือดเข้าไปได้ และมักหยุดยาก


การแยกชนิดของเลือดกำเดาไหลมีความสำคัญ เพราะช่วยให้แพทย์สามารถวางแผนการรักษาได้อย่างเหมาะสม หากเลือดไหลมากหรือหยุดยาก ควรรีบพบแพทย์ทันที


วิธีปฐมพยาบาลเมื่อเลือดกำเดาไหล
เมื่อเกิดเลือดกำเดาไหล สิ่งสำคัญที่สุดคือการตั้งสติและปฐมพยาบาลอย่างถูกวิธี เพราะหลายคนยังเข้าใจผิดว่าควรเงยหน้าขึ้น ซึ่งจริง ๆ แล้วอาจทำให้เลือดไหลลงคอและกลืนเลือดเข้าไปโดยไม่รู้ตัว


วิธีปฐมพยาบาลที่ถูกต้องมีดังนี้
1.นั่งตัวตรงและก้มศีรษะเล็กน้อยไปด้านหน้า เพื่อป้องกันเลือดไหลลงคอ
2.ใช้มือบีบปีกจมูกทั้งสองข้าง ให้แน่นประมาณ 15-20 นาที โดยหายใจทางปาก
3.ประคบเย็นบริเวณสันจมูกหรือหน้าผาก เพื่อช่วยให้เส้นเลือดหดตัว
4.หลีกเลี่ยงการสั่งน้ำมูกหรือแคะจมูกทันทีหลังเลือดหยุด เพราะอาจทำให้เลือดออกซ้ำ


หลังจากเลือดหยุดแล้ว ควรพักผ่อนและหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ทำให้ความดันในจมูกเพิ่มขึ้น เช่น การยกของหนักหรือการออกแรงมาก หากปฐมพยาบาลแล้วเลือดยังไม่หยุดภายในประมาณ 15-20 นาที หรือมีเลือดไหลมาก ควรรีบไปโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาเพิ่มเติม


เลือดกำเดาไหล แบบไหนควรไปหาหมอ
- เลือดกำเดาไหล ไม่หยุดภายใน 15-20 นาที แม้จะปฐมพยาบาลแล้ว
- เลือดไหล บ่อยผิดปกติ เช่น เกิดหลายครั้งในช่วงเวลาสั้น ๆ
- เลือดไหล ปริมาณมาก หรือไหลลงคอ
- มีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น เวียนศีรษะ หน้ามืด อ่อนแรง
เกิดหลังจาก อุบัติเหตุหรือการกระแทกบริเวณศีรษะหรือจมูก


วิธีป้องกันเลือดกำเดาไหล
- เพิ่มความชื้นในอากาศ โดยเฉพาะในห้องแอร์ อาจใช้เครื่องเพิ่มความชื้นหรือวางภาชนะใส่น้ำในห้อง
- หลีกเลี่ยงการแคะจมูก หรือการสั่งน้ำมูกแรงเกินไป
- ดื่มน้ำให้เพียงพอ เพื่อช่วยให้เยื่อบุจมูกไม่แห้ง
- ใช้สเปรย์น้ำเกลือพ่นจมูก เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น
- หลีกเลี่ยงการสูดดมสารระคายเคือง เช่น ควันบุหรี่หรือฝุ่น


เลือดกำเดาไหลเป็นอาการที่พบได้บ่อยและมักเกิดจากเส้นเลือดฝอยในโพรงจมูกแตก ซึ่งอาจเกิดจากปัจจัยเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น อากาศแห้ง การแคะจมูก หรือการสั่งน้ำมูกแรงเกินไป แม้ส่วนใหญ่จะไม่รุนแรงและสามารถหยุดได้เอง แต่บางครั้งก็อาจเกี่ยวข้องกับโรคประจำตัวหรือภาวะสุขภาพบางอย่าง


การรู้วิธีปฐมพยาบาลอย่างถูกต้อง เช่น การก้มศีรษะเล็กน้อยและบีบปีกจมูกประมาณ 15-20 นาที จะช่วยหยุดเลือดได้อย่างปลอดภัย นอกจากนี้การดูแลสุขภาพของโพรงจมูกและหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำให้จมูกระคายเคืองก็ช่วยลดโอกาสเกิดเลือดกำเดาไหลได้


อย่างไรก็ตาม หากเลือดกำเดาไหลบ่อย ไหลมากผิดปกติ หรือหยุดยาก ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แท้จริงและรับการรักษาที่เหมาะสม

 


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเลือดกำเดาไหล
Q: เลือดกำเดาไหลบ่อย อันตรายไหม ?
A: หากเกิดขึ้นเป็นครั้งคราวมักไม่อันตราย แต่ถ้าเกิดบ่อยหรือมีเลือดออกมาก ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ


Q: ทำไมเด็กถึงเลือดกำเดาไหลบ่อย ?
A: เด็กมักมีเลือดกำเดาไหลจากการแคะจมูก สั่งน้ำมูกแรง หรือเยื่อบุจมูกระคายเคืองจากอากาศแห้ง


Q: เลือดกำเดาไหลแล้วควรเงยหน้าหรือไม่ ?
A: ไม่ควรเงยหน้า เพราะเลือดอาจไหลลงคอ ควรก้มหน้าเล็กน้อยและบีบปีกจมูกแทน


Q: เลือดกำเดาไหลเกี่ยวกับความดันโลหิตสูงหรือไม่ ?
A: ในบางกรณีความดันโลหิตสูงอาจทำให้เส้นเลือดแตกง่าย จึงควรตรวจสุขภาพหากมีเลือดกำเดาไหลบ่อย


Q: เลือดกำเดาไหลนานแค่ไหนควรไปโรงพยาบาล ?
A: หากเลือดไม่หยุดภายในประมาณ 15-20 นาที หรือมีเลือดไหลมาก ควรไปโรงพยาบาลทันที

 


ข้อมูลโดย
รศ. ดร. พญ.เดือนธิดา ทรงเดช
สาขาวิชาโลหิตวิทยาและมะเร็งวิทยา ภาควิชากุมารเวชศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล


ที่มา : https://www.rama.mahidol.ac.th/ramachannel/article/%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%AB%E0%B8%A5-%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%94