ฝีในปอดเกิดจากอะไร? เช็กอาการไอเรื้อรัง เสมหะปนหนอง ลมหายใจเหม็น

อาการไอเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่เมื่อไหร่ที่คุณเริ่มมีอาการ “ไอแล้วมีกลิ่นเหม็น เสมหะข้นคลั่ก” หรือคนรอบข้างทักว่าลมหายใจมีกลิ่นเหม็นผิดปกติ นี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ และอาจไม่ใช่อาการของโรคในช่องปากธรรมดา แต่อาจเป็นสัญญาณอันตรายของภาวะติดเชื้อรุนแรงอย่าง “ฝีในปอด” ซึ่งปกติตามที่เราเข้าใจ ‘ฝี’ มักขึ้นตามผิวหนัง จะไปอยู่ในปอดได้อย่างไร? ในขณะที่หลายคนเตือนว่าปัญหาฟันผุเป็นอีกหนึ่งสาเหตุของโรคปอดร้ายแรงนี้ได้เช่นกัน หากคุณกำลังมีข้อสงสัยเรื่องนี้อยู่มาหาคำตอบพร้อมกันในบทความนี้


ฝีในปอด (Lung Abscess) คือภาวะที่มีการติดเชื้อแบคทีเรีย หรือจุลชีพในเนื้อปอด จนทำให้เนื้อปอดบริเวณนั้นเน่าตายและเกิดเป็น ‘โพรงหนอง (Cavity)’ ขนาดใหญ่ โดยภายในโพรงอาจมีทั้งหนอง เศษเนื้อตาย และเชื้อโรคสะสมอยู่ ซึ่งเป็นภาวะที่อันตรายและต้องรีบรักษา


“ฝีในปอด” อันตรายแค่ไหน?
ภาวะนี้คล้ายกับการเกิดสิวอักเสบเม็ดใหญ่ที่กลัดหนองเต่งตึง แต่เปลี่ยนตำแหน่งมาเกิดขึ้นลึกเข้าไปในเนื้อปอด หากปล่อยทิ้งไว้จนฝีแตกเชื้อโรคอาจลุกลามเข้าสู่ช่องเยื่อหุ้มปอด กระแสเลือด หรืออวัยวะอื่นรอบข้าง จนนำไปสู่ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดและเป็นอันตรายถึงชีวิตได้


สัญญาณเตือน! อาการแบบไหนเสี่ยงเป็นฝีในปอด
อาการของฝีในปอดในระยะแรกอาจคล้ายคลึงกับโรคปอดอักเสบทั่วไป แต่เมื่อเวลาผ่านไปจนโพรงหนองก่อตัวชัดเจนขึ้น จะมีจุดสังเกตเฉพาะตัวที่โดดเด่น ดังนี้
1.ไอเรื้อรังแบบมีเสมหะปนหนอง
เป็นอาการเด่นที่สุด โดยจะสังเกตได้ว่าเสมหะมักมีสีเขียว สีเหลืองข้น สีคล้ายหนอง หรือมีเลือดปนออกมาด้วย เนื่องจากกลไกของร่างกายพยายามขับเอาเศษเนื้อตาย หนอง และแบคทีเรียที่สะสมอยู่ในโพรงฝีออกมาทางหลอดลม ทำให้เสมหะมีลักษณะข้นเหนียวและสีผิดปกติ


2.ลมหายใจมีกลิ่นเหม็นเน่า
เป็นกลิ่นเหม็นรุนแรงที่ออกมาจากลมหายใจหรือเสมหะ แม้จะทำความสะอาดช่องปากแล้วก็ยังไม่หายไป สาเหตุมาจากเชื้อแบคทีเรียชนิดไม่พึ่งออกซิเจนที่เติบโตในโพรงฝี ได้ปล่อยก๊าซที่มีกลิ่นเหม็นเน่าออกมาระหว่างที่กัดกินเนื้อปอด


3.มีไข้สูง หนาวสั่น
ร่างกายจะมีไข้สูงเป็นๆ หายๆ และมักมีเหงื่อออกมากในตอนกลางคืน นี่คือปฏิกิริยาตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันที่กำลังทำงานอย่างหนักเพื่อต่อสู้กับการติดเชื้อรุนแรง ทำให้ศูนย์ควบคุมอุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้น


4.เจ็บหน้าอก
รู้สึกเจ็บแปลบที่หน้าอก โดยเฉพาะเวลาหายใจเข้าลึกๆ หรือเวลาไอ เกิดขึ้นเมื่อโพรงฝีขยายตัวใหญ่ขึ้นจนไปเบียด หรือทำให้เยื่อหุ้มปอด ซึ่งมีเส้นประสาทรับความรู้สึกอยู่จำนวนมากเกิดการอักเสบตามไปด้วย


5.เบื่ออาหาร น้ำหนักลด
ร่างกายทรุดโทรม อ่อนเพลีย และน้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็ว เพราะภาวะติดเชื้อเรื้อรังทำให้ร่างกายต้องดึงพลังงานสำรองมาใช้อย่างหนัก ประกอบกับสารอักเสบในร่างกายจะไปกดความอยากอาหาร ทำให้กินได้น้อยลง


 

สังเกตด่วน! อาการแบบไหนที่ควรไปพบแพทย์ทันที
หากมีอาการไข้ร่วมกับอาการไอดังต่อไปนี้ ควรรีบไปแผนกฉุกเฉินหรือพบแพทย์โดยเร็วที่สุด
- ไอออกมาเป็นเลือดสดในปริมาณมาก
- หอบเหนื่อย หายใจลำบาก หรือหายใจเร็วผิดปกติ
- ริมฝีปาก หรือปลายนิ้วเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ (สัญญาณของภาวะออกซิเจนต่ำ)
- เจ็บหน้าอกรุนแรงเฉียบพลัน หรือซึมลง สับสน มึนงง


เจาะลึกสาเหตุฝีในปอด เกิดจากอะไร?
สาเหตุของการเกิดฝีในปอด ส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่เข้าไปทำลายเนื้อปอด โดยมีปัจจัยและกลไกหลักๆ ดังนี้
1.การสำลัก เป็นสาเหตุอันดับหนึ่ง เชื้อโรคจากช่องปาก ลำคอ หรือเศษอาหารที่สำลักนั้นถูกสูดเข้าไปในหลอดลมและปอด ทำให้แบคทีเรียเข้าไปเจริญเติบโตและกัดกินเนื้อปอด
2.สุขอนามัยช่องปากไม่ดี ผู้ที่มีฟันผุรุนแรง เหงือกอักเสบ หรือมีคราบหินปูนสะสม ช่องปากจะเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของเชื้อแบคทีเรียชนิดรุนแรงจำนวนมหาศาล เมื่อเผลอสำลักน้ำลายตัวเองเชื้อเหล่านี้ก็จะตรงเข้าสู่ปอดทันที
3.ภาวะปอดอักเสบติดเชื้อ ในผู้ป่วยที่เป็นโรคปอดอักเสบแต่ไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที หรือติดเชื้อแบคทีเรียชนิดรุนแรง เนื้อปอดที่อักเสบอาจตายลงและกลายเป็นฝีในที่สุด


ใครมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นฝีในปอดได้บ้าง?
- ผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียง ในคนกลุ่มนี้มักมีปัญหาเรื่องการกลืน หรือกล้ามเนื้อคออ่อนแรง ทำให้มีโอกาสสำลักอาหารหรือน้ำลายได้ง่ายโดยไม่รู้ตัว
- ผู้ที่มีภาวะการรับรู้ลดลง เช่น ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์จนเมามายหมดสติ ผู้ใช้สารเสพติด หรือผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ซึ่งกลไกการไอเพื่อป้องกันการสำลักจะทำงานลดลง
- ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ผู้ป่วยเบาหวานที่คุมน้ำตาลไม่ได้ ผู้ติดเชื้อ HIV หรือผู้ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน


แนวทางการรักษาฝีในปอด
การรักษาฝีในปอดจำเป็นต้องใช้ระยะเวลาและความมีวินัยของผู้ป่วย โดยแพทย์จะประเมินการรักษาตามขนาดของฝีและความรุนแรงของอาการ
- การใช้ยาปฏิชีวนะ ถือเป็นวิธีการรักษาหลัก โดยในช่วงแรกผู้ป่วยมักต้องรับยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดดำในโรงพยาบาลจนกว่าไข้จะลดลง จากนั้นแพทย์จะเปลี่ยนเป็นยากิน ซึ่งต้องรับประทานต่อเนื่องยาวนานถึง 4-6 สัปดาห์ หรือจนกว่าภาพเอกซเรย์ปอดจะแสดงให้เห็นว่าโพรงหนองยุบตัวลงหมด
- การเจาะระบายหนอง ในกรณีที่ฝีมีขนาดใหญ่มาก ร่างกายไม่ตอบสนองต่อยาปฏิชีวนะ หรือมีความเสี่ยงที่ฝีจะแตก แพทย์อาจพิจารณาใช้เข็มเจาะผ่านผนังทรวงอกเพื่อดูดและระบายหนองในปอดออก
- การผ่าตัดเนื้อปอด จะใช้ในกรณีที่ฝีทำลายเนื้อปอดเป็นวงกว้าง มีเลือดออกรุนแรง หรือเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตราย


วิธีป้องกันเพื่อลดความเสี่ยงการเกิดฝีในปอด
การป้องกันฝีในปอดสามารถทำได้ไม่ยาก เพียงแค่ดูแลด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน
- ดูแลสุขภาพช่องปากให้สะอาด แปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ใช้ไหมขัดฟัน และพบทันตแพทย์เพื่อขูดหินปูนและอุดฟันผุเป็นประจำ เพื่อป้องกันปัญหาฟันผุและลดแหล่งสะสมของแบคทีเรียในช่องปาก
- ลดความเสี่ยงการสำลัก รับประทานอาหารในท่านั่งตัวตรง เคี้ยวให้ละเอียดก่อนกลืน โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ หากมีปัญหาการกลืนควรปรึกษาแพทย์เพื่อปรับลักษณะอาหารให้เหมาะสม
- เลิกสูบบุหรี่และงดดื่มแอลกอฮอล์ สารพิษในบุหรี่จะเข้าไปทำลายกลไกการกำจัดเสมหะและลดภูมิคุ้มกันของปอด ส่วนการงดดื่มแอลกอฮอล์จะช่วยลดความเสี่ยงในการขาดสติจนเมาหลับและสำลักอาเจียนหรือน้ำลายตนเองลงปอด
- ดื่มน้ำให้เพียงพอ การดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว จะช่วยให้เสมหะไม่เหนียวข้นและขับออกจากปอดได้ง่ายขึ้น ลดการอุดตันและสะสมของเชื้อโรค

 


“หลายคนเข้าใจผิดว่าฝีในปอดเกิดเฉพาะในผู้สูงอายุ แต่จริงๆ แล้วคนวัยทำงานที่แข็งแรงก็มีความเสี่ยงสูงได้เช่นกัน โดยเฉพาะผู้ที่มีพฤติกรรมกินอาหารเร็ว คุยหรือหัวเราะขณะกินอาหารจนสำลัก หรือดื่มแอลกอฮอล์จนเมาหลับแล้วเผลอสำลักน้ำลายหรืออาเจียนของตัวเองแล้วสูดลงปอดโดยไม่รู้ตัว เชื้อแบคทีเรียที่หลุดรอดลงไปเพียงเล็กน้อยสามารถเจริญเติบโตและกัดกินเนื้อปอดจนกลายเป็นโพรงหนองที่อันตรายได้ ดังนั้นการมีสติและระมัดระวังการสำลักในทุกมื้ออาหารจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกวัย”

 


ผศ.นพ.วิรัช ตั้งสุจริตวิจิตร
อายุรศาสตร์โรคระบบการหายใจและภาวะวิกฤตโรคระบบการหายใจ, เวชบำบัดวิกฤตรพ.วิมุต


 


ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.vimut.com/article/Lung-Abscess