ยากลุ่ม GLP-1 RAs มีผลต่อมะเร็งหลายชนิด ทั้งลดความเสี่ยงของการเกิดและชะลอการลุกลาม

05 ส.ค. 2569 11:57:44จำนวนผู้เข้าชม : 12 ครั้ง

ปัจจุบันยากลุ่ม glucagon-like peptide-1 receptor agonists (GLP-1 RAs) ไม่เพียงพลิกโฉมหน้าของการรักษาโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และโรคอ้วน แต่ยังมีหลักฐานหนักแน่นมากขึ้นเรื่อยๆ ว่ายากลุ่มนี้น่าจะมีประโยชน์เพิ่มเติมทั้งในเรื่องของการลดความเสี่ยงของการเกิดและชะลอการลุกลามไปสู่ระยะที่รุนแรงขึ้นของโรคมะเร็งหลายชนิด

ผลของการศึกษาแบบ observational study (target trial emulation) ขนาดใหญ่การศึกษาหนึ่งที่ได้รับการเผยแพร่ผ่านทางเว็บไซต์ของวารสาร Annals of Oncology ของ European Society For Medical Oncology (ESMO) เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2026 แสดงให้เห็นว่ากลุ่มคนไข้ที่ใช้ยากลุ่ม GLP-1 RAs โดยเฉพาะ semaglutide และ tirzepatide ในการรักษาโรคอ้วน มีความเสี่ยงของการเกิด obesity-associated cancers (OACs) โดยรวมลดลงถึง 41% เมื่อเทียบกับกลุ่มคนไข้โรคอ้วนที่ใช้เพียงการควบคุมอาหารและการออกกำลังกายในการลดน้ำหนัก


ใน propensity-matched cohort study ซึ่งดำเนินการโดย Dr. Arthur Heng-Cheng Hsu (Department of Obstetrics and Gynecology, Houston Methodist Hospital, Houston Methodist Neal Cancer Center, Houston, Texas, USA) และคณะ มีการสืบค้นหาคนไข้โรคอ้วน (body mass index หรือ BMI ตั้งแต่ 30 kg/mขึ้นไป) ที่ไม่ได้เป็นโรคเบาหวานและไม่เคยได้รับการวินิจฉัย OACs มาก่อน (OACs ได้แก่ breast cancer, colorectal cancer, endometrial cancer, kidney cancer, pancreatic cancer, thyroid cancer, ovarian cancer, multiple myeloma, liver cancer, stomach cancer, gallbladder cancer, meningioma และ esophageal cancer) จากฐานข้อมูลของ TriNetX Research Network ในช่วงเดือนธันวาคม 2014 ถึงเดือนมิถุนายน 2025 พบคนไข้ที่อยู่ในเกณฑ์คัดเข้า (inclusion criteria) จำนวนทั้งสิ้นประมาณ 229,000 ราย ซึ่งในจำนวนนี้มีอยู่ประมาณ 86,000 ราย (37.7%) ได้รับการรักษาโรคอ้วนด้วยการใช้ยากลุ่ม GLP-1 RAs เพียงอย่างเดียว (ยากลุ่ม GLP-1 RAs ที่มีการใช้กันได้แก่ tirzepatide, exenatide, liraglutide, semaglutide, dulaglutide, albiglutide และ lixisenatide) ขณะที่อีกประมาณ 143,000 ราย (62.3%) ลดน้ำหนักด้วยการใช้การควบคุมอาหารและการออกกำลังกายเพียงอย่างเดียว


หลังจากทำ propensity score matching (1:1) ใน study cohort ประกอบด้วยกลุ่มที่ใช้ยากลุ่ม GLP-1 RAs เพียงอย่างเดียวจำนวน 80,899 ราย เปรียบเทียบกับกลุ่มที่ใช้การควบคุมอาหารและการออกกำลังกายเพียงอย่างเดียว จำนวน 80,899 ราย โดยหลังจากติดตามคนไข้เหล่านี้เป็นเวลาโดยเฉลี่ย 2 ปี พบว่ากลุ่มที่ใช้ยากลุ่ม GLP-1 RAs เพียงอย่างเดียว มี cumulative incidence ของ OACs โดยรวมที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญถึง 41% เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ใช้การควบคุมอาหารและการออกกำลังกายเพียงอย่างเดียว  (hazard ratio [HR] = 0.59, 95% confidence interval [CI]0.53-0.67)


โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ใน 13 OACs พบว่าการใช้ยากลุ่ม GLP-1 RAs มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญของการเกิด multiple myeloma (HR = 0.37), pancreatic cancer (HR = 0.40), endometrial cancer (HR = 0.42), colorectal cancer (HR = 0.49) และ thyroid cancer (HR = 0.62) เมื่อเทียบกับการใช้การควบคุมอาหารและการออกกำลังกายเพียงอย่างเดียว


 

พร้อมกันนี้ ยังพบว่าการใช้ยากลุ่ม GLP-1 RAs ในคนไข้โรคอ้วนที่เป็นผู้ชาย ลดความเสี่ยงของการเกิด OACs โดยรวมได้ดีกว่าอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับการใช้ยากลุ่ม GLP-1 RAs ในคนไข้โรคอ้วนที่เป็นผู้หญิง (HR = 0.27 เทียบกับ HR = 0.59 ตามลำดับ) นอกจากนี้ พบว่ายาในกลุ่ม GLP-1 RAs ที่ได้รับการสั่งจ่ายให้กับคนไข้โรคอ้วนในการศึกษานี้มากที่สุด ได้แก่ semaglutide และ tirzepatide โดยพบว่าการใช้ tirzepatide ลดความเสี่ยงของการเกิด OACs โดยรวมได้ดีกว่าการใช้ semaglutide(HR = 0.31 เทียบกับ HR = 0.80 ตามลำดับ) อย่างไรก็ตาม คณะผู้วิจัยแนะนำว่าควรแปลผลในประเด็นนี้ด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากไม่ใช่การศึกษาเปรียบเทียบแบบ head-to-head ระหว่าง semaglutide และ tirzepatide


คณะผู้วิจัยระบุว่าหากความสัมพันธ์ระหว่างการใช้ยากลุ่ม GLP-1 RAs และการลดความเสี่ยงของการเกิด OACs ได้รับการยืนยันด้วย prospective studies ยากลุ่ม GLP-1 RAs น่าจะมีประโยชน์ทางคลินิกที่กว้างขวางนอกเหนือไปจากประโยชน์ในการจัดการกับโรคอ้วน ซึ่งรวมถึงประโยชน์ในการลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง


นอกจากนี้ ยังมี real-world data ที่ได้รับการนำเสนอในช่วง poster session ของการประชุมประจำปี 2026 ของ American Society of Clinical Oncology (ASCO) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 พฤษภาคมถึงวันที่ 2 มิถุนายน 2026 ในนคร Chicago มลรัฐ  Illinois ของสหรัฐอเมริกา แสดงให้เห็นว่ายากลุ่ม GLP-1 RAs น่าจะมีประโยชน์ในการลด metastatic progression ของ OACs บางชนิด โดยเฉพาะ lung cancer, breast cancer, colorectal cancer และ liver cancer


ใน propensity-matched cohort ขนาดใหญ่ที่ดำเนินการโดยนายแพทย์ Mark David Orland (Department of Hematology and Medical Oncology, Taussig Cancer Institute, Cleveland Clinic, Cleveland, Ohio, USA) และคณะมีการนำเอา health records ของคนไข้มะเร็งทั่วโลกจำนวน 12,112 ราย จากฐานข้อมูลของ TriNetX Global Health Research Network มาวิเคราะห์ โดยคนไข้มะเร็งเหล่านี้เป็น stage I, II หรือ III ของ obesity-associated cancers (OACs) 7 ชนิด ได้แก่ breast cancer, prostate cancer, non-small cell lung cancer, colorectal cancer, liver cancer (hepatocellular carcinoma), kidney cancer (renal cell carcinoma) และ pancreatic cancer ซึ่งครึ่งหนึ่งเริ่มใช้ยากลุ่ม GLP-1 RAs เช่น liraglutide, dulaglutide, tirzepatide หรือ semaglutide หลังจากได้รับการวินิจฉัยโรคมะเร็ง ขณะที่อีกครึ่งหนึ่งเริ่มใช้ยากลุ่ม dipeptidyl peptidase 4 (DPP-4) inhibitors หรือ gliptins เช่น sitagliptin, linagliptin, saxagliptin หรือ alogliptin หลังจากได้รับการวินิจฉัยโรคมะเร็ง เป้าประสงค์หลักของการศึกษาก็คืออุบัติการณ์ของการ progress ไปสู่ stage IV OACs เปรียบเทียบระหว่างการใช้ยากลุ่ม GLP-1 RAs และการใช้ยากลุ่ม DPP-4 inhibitors


ผลการศึกษาพบว่าการใช้ยากลุ่ม GLP-1 RAs มีความสัมพันธ์กับ metastatic progression ที่ลดลงใน 6 จากทั้งหมด 7 OACs และโดยเฉพาะอย่างยิ่งพบว่าการใช้ยากลุ่ม GLP-1 RAs มีความสัมพันธ์กับอุบัติการณ์ของ metastatic progression to stage IV OACs ที่น้อยกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเทียบกับการใช้ยากลุ่ม DPP-4 inhibitors ในมะเร็ง 4 ชนิด ได้แก่ non-small cell lung cancer, breast cancer, colorectal cancer และ hepatocellular carcinoma ขณะเดียวกันพบว่าการมี high tumor GLP-1R expression มีความสัมพันธ์กับอัตราการมีชีวิตรอดที่สูงขึ้นในทั้ง 7 OACs (hazard ratio = 0.67, 95% confidence interval 0.54-0.83, p< 0.001) โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน breast cancer (hazard ratio = 0.55, 95% confidence interval 0.35-0.87, p = 0.011) โดยไม่มี safety signals หรือ adverse events ใดๆ ที่เพิ่มขึ้นจากการใช้ยากลุ่ม GLP-1 RAs เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุมที่ไม่ได้ใช้ GLP-1 RAs

 


แหล่งที่มาของข้อมูล: www.annalsofoncology.org,www.houstonmethodist.org, www.medpagetoday.com, https://ascopost.com,www.medscape.com,