ประเภทหลุมสิวและแนวทางในการรักษา

สถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ เผยหลุมสิวเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยโดยบางครั้งอาจสร้างความกังวล ความอับอาย รวมทั้งความไม่มั่นใจในตนเองให้แก่ผู้ที่ประสบปัญหาดังกล่าว หลุมสิวสามารถเกิดตามหลังการเป็นสิวได้ทุกประเภท โดยเฉพาะสิวอักเสบและสิวหัวช้างมีโอกาสทำให้เกิดปัญหาเรื่องหลุมสิวมากกว่าสิวชนิดอื่นๆ การรักษาสิวอย่างถูกวิธียังคงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เพื่อป้องกันการเกิดหลุมสิวซึ่งก่อให้เกิดปัญหาตามมา


นายแพทย์อัครฐาน จิตนุยานนท์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ในปัจจุบันพบว่าการรักษาหลุมสิวด้วยวิธีการต่างๆ ต้องทำการรักษาหลายครั้ง เพื่อให้หลุมสิวอาการดีขึ้น นอกจากนี้ในคนๆหนึ่งอาจจะมีหลุมสิวได้หลายชนิดร่วมกัน ดังนั้นมักจำเป็นต้องอาศัยการรักษาด้วยวิธีการที่หลากหลายในคนๆเดียว ซึ่งการรักษาควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการรักษาสูงสุด ช่วยลดโอกาสที่จะเกิดผลข้างเคียงจากการรักษา การรักษาและควบคุมการเกิดสิวยังเป็นสิ่งที่จำเป็นและมีความสำคัญอย่างมาก เพื่อป้องกันการเกิดหลุมสิวใหม่


นายแพทย์วีรวัต อุครานันท์ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง กล่าวว่า การแบ่งชนิดของหลุมสิวสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ชนิดหลักๆ ตามลักษณะรูปร่างคือ
1. Ice-pick scar มีลักษณะเป็นหลุมสิวขนาดเล็ก ปากหลุมสิวแคบ แต่ตัวหลุมมักลึกลงไปในชั้นผิวหนังมาก อาจลึกถึงชั้นหนังแท้หรือชั้นไขมันได้
2. Rolling scar มักมีลักษณะกลมมนเป็นแอ่งเว้า ขนาดความกว้างของหลุมสิวชนิดนี้ มักจะมีขนาดใหญ่กว่าหลุมสิวชนิดอื่นๆ แต่ความลึกของหลุมมักจะไม่มาก มีพังผืดดึงรั้งอยู่ด้านใต้หลุมสิว ถ้าทำการยืดหรือดึงผิวหนังรอบๆ หลุมสิวให้ตึง จะพบว่าตัวหลุมสิวจะตื้นมากขึ้นหรือ ไม่ชัดเจน
3. Boxcar scar มีลักษณะเป็นหลุมที่มีขอบเขตชัดเจน ขอบของหลุมสิวตั้งฉากลงไปสู่ก้นหลุม ถ้าทำการยืดหรือตึงผิวหนังบริเวณดังกล่าวจะยังคงเห็นลักษณะของตัวหลุมสิวชัดเจนเท่าๆ เดิม

แพทย์หญิงจันทร์จิรา สวัสดิพงษ์ นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ สถาบันโรคผิวหนัง กล่าวเพิ่มเติมว่า การรักษาหลุมสิวมีหลายวิธี โดยหลุมสิวแต่ละชนิดจะตอบสนองต่อการรักษาที่แตกต่างกันออกไป วิธีการรักษาหลุมสิว เช่น
1. การแต้มหลุมสิวเฉพาะจุดด้วยกรดไทรคลอโรอะซีติค หรือ TCA ความเข้มข้นสูง ทำให้เกิดการทำลายของชั้นผิวหนังบริเวณที่แต้มด้วยกรดเฉพาะจุดที่ต้องการ ส่งผลให้มีการกระตุ้นการซ่อมแซมของผิวหนังและการสร้างคอลลาเจนบริเวณดังกล่าวตามมา วิธีนี้เหมาะกับหลุมสิวชนิด ice-pick scar มากที่สุด
2. เครื่องมือในกลุ่มเลเซอร์ โดยเฉพาะเลเซอร์ในกลุ่มเลเซอร์แบบแบ่งส่วนหรือ Fractional laser ซึ่งจะทำให้มีการบาดเจ็บของผิวหนังบริเวณที่ถูกยิงด้วยเลเซอร์เป็นจุดขนาดเล็กๆ จำนวนมาก หลังจากนั้นจึงมีการซ่อมแซมของผิวหนังและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวหนังตามมา วิธีในกลุ่มนี้ใช้ได้กับหลุมสิวทั้งชนิด rolling scar และ boxcar scar สำหรับ ice-pick scar มักตอบสนองได้ไม่ค่อยดี
3. การรักษาหลุมสิวด้วยคลื่นวิทยุ (Radiofrequency) โดยเฉพาะ Fractional Microneedle RF ซึ่งเป็นการใช้เข็มขนาดเล็กส่งผ่านพลังงานความร้อนลงไปสู่ชั้นใต้ผิวหนัง เพื่อกระตุ้นการซ่อมแซมและสร้างคอลลาเจนตามมา โดยการรักษาด้วยวิธีนี้ใช้ได้กับหลุมสิวทั้งชนิด rolling scar และ boxcar scar
4. การรักษาด้วยวิธีการเซาะพังผืดใต้ผิวหนัง หรือ subcision ซึ่งเป็นการใช้เข็มเพื่อตัดหรือเลาะพังผืดที่อยู่ด้านล่างของหลุมสิวออก เพื่อให้หลุมสิวตื้นขึ้นหลังการรักษาทันที วิธีการนี้เหมาะกับหลุมสิวชนิด rolling scar มากที่สุด
5. การผ่าตัดเอาหลุมสิวที่ผิดปกติออก ซึ่งการผ่าตัดมีหลายวิธีขึ้นอยู่กับ ขนาดของหลุมสิว ลักษณะพื้นผิวและการเกิดพังผืดใต้ผิวหนังบริเวณที่เป็นปัญหา
6. การฉีดสารเติมเต็มเข้าไปใต้บริเวณหลุมสิว ซึ่งนอกจากจะช่วยเติมเต็มหลุมสิวให้ตื้นมากขึ้น ยังมีส่วนช่วยในการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิวหนังอีกด้วย โดยวิธีนี้อาจทำเดี่ยวๆ หรือทำร่วมกับการทำ subcision ก็ได้


นอกจากนี้ยังมีวิธีการอื่นๆ ที่สามารถนำมาช่วยใน การรักษาเรื่องหลุมสิวได้ เช่น การกรอผิว dermabrasion, microdermabrasion, หรือการทำ skin needling เป็นต้น


 19 พฤษภาคม 2569

 


สถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์
ที่มา :  https://www.dms.go.th/Content/Select_Landding_page?contentId=62915