ทำไมโรคพิษสุนัขบ้าถึงรักษาไม่หาย และวัคซีนช่วยป้องกันได้อย่างไร

โรคพิษสุนัขบ้า (Rabies) เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่มีความรุนแรงสูง หากผู้ป่วยเริ่มแสดงอาการแล้ว จะไม่สามารถรักษาให้หายได้ และเกือบทุกรายเสียชีวิตในเวลาอันสั้น


เชื้อไวรัสพิษสุนัขบ้าเข้าสู่ร่างกายผ่านน้ำลายสัตว์ที่ติดเชื้อ โดยเฉพาะจากการถูกกัด ข่วน หรือเลียบริเวณบาดแผล หลังจากเข้าสู่ร่างกาย เชื้อจะใช้เวลาฟักตัวก่อนจะเดินทางเข้าสู่ระบบประสาทส่วนกลาง เช่น ไขสันหลังและสมอง เมื่อไปถึงสมองจะก่อให้เกิดการอักเสบและทำลายเซลล์ประสาทอย่างรุนแรง ส่งผลให้ผู้ป่วยแสดงอาการผิดปกติทางระบบประสาท และเสียชีวิตภายในไม่กี่วันถึงไม่กี่สัปดาห์


ทำไมโรคนี้ถึงรักษาไม่ได้เมื่อแสดงอาการ ?
- เชื้อไวรัสพิษสุนัขบ้าจะหลบซ่อนอยู่ภายในเซลล์ประสาท ซึ่งเป็นบริเวณที่ระบบภูมิคุ้มกันเข้าไปจัดการได้ยาก
- ไม่มียาต้านไวรัสใดที่พิสูจน์แล้วว่าสามารถกำจัดเชื้อพิษสุนัขบ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพภายในสมอง
- เมื่อเข้าสู่สมอง ร่างกายจะปิดกั้นเซลล์ภูมิคุ้มกันไม่ให้เข้าไป เพื่อปกป้องสมองจากการอักเสบ แต่กลับกลายเป็นอุปสรรคในการกำจัดเชื้อ
นั่นคือเหตุผลที่โรคนี้ไม่สามารถรักษาให้หายได้ หากเริ่มแสดงอาการแล้ว


วัคซีนพิษสุนัขบ้าในคนช่วยป้องกันได้อย่างไร ?
วัคซีนพิษสุนัขบ้า มีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันโรค โดยสามารถให้ได้ทั้งก่อน (pre-exposure) และหลัง (post-exposure) การสัมผัสเชื้อ:
- หากได้รับวัคซีน ทันทีหลังถูกกัดหรือสัมผัสเชื้อ ร่างกายจะสร้างแอนติบอดีเพื่อกำจัดไวรัสก่อนที่เชื้อจะเข้าสู่ระบบประสาท
- ในบางกรณี หากประเมินแล้วพบว่าบาดแผลมีความรุนแรงมาก หรืออยู่ใกล้ระบบประสาทส่วนกลาง แพทย์อาจพิจารณาให้ อิมมูโนโกลบูลิน (RIG) ซึ่งเป็นภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปร่วมกับการให้วัคซีน เพื่อเสริมภูมิคุ้มกันในระยะแรก
- การฉีดวัคซีนทันเวลา คือปัจจัยสำคัญที่สุดในการป้องกันการเสียชีวิตจากโรคนี้


ข้อควรปฏิบัติเมื่อถูกสัตว์กัด ข่วน หรือเลียแผล
1. ล้างแผลทันที ด้วยน้ำและสบู่อย่างน้อย 15 นาที
2. ไปพบแพทย์ เพื่อประเมินความเสี่ยงและรับวัคซีนโดยเร็ว
3. อย่ารอดูอาการ เพราะเมื่อมีอาการแล้ว ไม่สามารถรักษาได้ ผู้ป่วยเกือบทุกร้ายเสียชีวิตในที่สุด


 


ข้อมูลจาก Facebook page สถาบันวัคซีนแห่งชาติ