คนขาดแคลน หรืออะไรกันแน่ที่ขาดแคลน…?

www.medi.co.th

นพ.พีรสิชฌ์ สิทธิรัตน์ หน่วยวิจัยนโยบายและระบบสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า จากข้อมูลรายงานจำนวนกำลังคนด้านสุขภาพในประเทศในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา คงยากที่จะกล่าวว่าประเทศไทยไม่มีความก้าวหน้าด้านนี้เลย ระหว่าง พ.ศ. 2556–2568 จำนวนแพทย์ในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขเพิ่มจาก 15,673 เป็น 23,883 คน หรือเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 3.57 ต่อปี ขณะที่พยาบาลวิชาชีพเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 2.27 เภสัชกรร้อยละ 3.58 และทันตแพทย์ร้อยละ 2.47 ต่อปี ภาพที่น่ายินดีนี้อาจมีคำถามเมื่อขยายภาพให้กว้างขึ้น หากพิจารณาแพทย์ในสถานพยาบาลเอกชน การเติบโตอยู่ที่ร้อยละ 5.99 ต่อปี และที่น่าสนใจคือ ในหน่วยงานรัฐอื่น ๆ เช่น โรงเรียนแพทย์และสถานพยาบาลสังกัดภาครัฐอื่น ๆ การเติบโตอยู่ที่ร้อยละ 5.82 ต่อปี ซึ่งใกล้เคียงกับภาคเอกชน ประเด็นจึงอยู่ที่ว่า แม้ประเทศไทยจะมีกำลังคนเพิ่มขึ้น แต่ส่วนต่าง ๆ ของระบบกำลังเติบโตด้วยความเร็วที่ไม่เท่ากัน และกำลังคนที่เพิ่มขึ้นในแต่ละส่วนนั้นเข้าไปรองรับการดูแลประชาชนกลุ่มใด


พูดในอีกแง่หนึ่ง หากเรานับกำลังคนทุกสังกัดเป็นทรัพยากรที่ร่วมกันรับผิดชอบสุขภาพประชาชนชาวไทย ภาพระดับประเทศก็อาจเข้าใกล้ระดับอ้างอิงได้ในเวลาอีกไม่กี่ปีข้างหน้า แต่ภาพรวมดังกล่าวกลับทิ้งคำถามสำคัญต่อผู้กำหนดนโยบายว่า ประชาชนสามารถเข้าถึงกำลังคนเหล่านั้นได้ภายใต้เงื่อนไขใด แต่ละส่วนของระบบจะแบ่งความรับผิดชอบกันอย่างไร และการเพิ่มขึ้นของทรัพยากรในประเทศจะกลายเป็นความก้าวหน้าทางสุขภาพที่ประชาชนได้รับร่วมกันได้มากน้อยเพียงใด ประเด็นนี้จึงครอบคลุมทั้งการแบ่งทรัพยากรระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน และความแตกต่างภายในภาครัฐเองด้วย ซึ่งเป็นประเด็นที่เราอยากเน้นย้ำ จากที่หน่วยงานต่างสังกัดมีการเติบโตของกำลังคนไม่เท่ากัน ความแตกต่างดังกล่าวชวนให้ถามถึงลำดับชั้นในการเข้าถึงทรัพยากรของหน่วยงานรัฐด้วยว่า สิ่งที่เห็นเป็นผลจากยุทธศาสตร์ที่วางแผนให้แต่ละสังกัดเติบโตตามบทบาทและ
ความรับผิดชอบต่อประชาชน หรือเป็น “ภาวะแทรกซ้อน” ของโครงสร้าง กติกา และแรงจูงใจภายในภาครัฐ ที่ทำให้บางหน่วยงานสามารถดึงดูดและรักษากำลังคนไว้ได้มากกว่าหน่วยงานอื่น และหากเป็นเช่นนั้น ทิศทาง การเติบโตที่เกิดขึ้นกำลังตอบความจำเป็นของประชาชน หรือกำลังเป็นไปตามความสามารถในการดึงดูดทรัพยากรของแต่ละหน่วยงานมากกว่ากัน

ความน่าสนใจของข้อค้นพบยังมีเพิ่มเติมอีก หากพิจารณา “เฉพาะ” บริการที่รายงานในโรงพยาบาล
สังกัดกระทรวงสาธารณสุข แล้วนำมาเทียบกับจำนวนแพทย์ในสังกัดเดียวกัน ภาพที่เห็นอาจไม่ได้สูงเท่าที่คิดไว้ ในปี พ.ศ. 2568 จำนวนบริการผู้ป่วยนอกเฉลี่ยอยู่ที่ 5,641 ครั้งต่อแพทย์หนึ่งคน และบริการผู้ป่วยในที่ถ่วงน้ำหนักแล้วอยู่ที่ประมาณ 460 คะแนนน้ำหนักสัมพัทธ์ต่อคน หากลองใช้คณิตศาสตร์ง่าย ๆ โดยสมมติให้บริการ ผู้ป่วยนอกใช้เวลาเฉลี่ยครั้งละ 10 นาที และบริการผู้ป่วยในใช้เวลาของแพทย์ 90 นาทีต่อหนึ่งคะแนนน้ำหนักสัมพัทธ์ จะคำนวณได้ประมาณ 1,665 ชั่วโมงต่อปี หรือเทียบเท่าการทำงานวันละ 8 ชั่วโมงประมาณ 208 วัน ต่อปี
ประเด็นจากตัวเลขนี้อยู่ที่ความห่างระหว่างภาพที่คำนวณได้กับประสบการณ์การทำงานจริง การเพิ่มหรือลดเวลาที่สมมติให้แต่ละบริการย่อมเปลี่ยนผลการคำนวณ แต่ยังทิ้งคำถามว่า งานที่แพทย์ต้องรับผิดชอบทั้งหมดปรากฏอยู่ในตัวเลขบริการเหล่านี้มากน้อยเพียงใด ยิ่งเมื่อพิจารณาข้อเสนอให้จำกัดการทำงานนอกเวลาราชการ
ไม่เกิน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ซึ่งหากรวมกับงานในเวลาราชการอีก 40 ชั่วโมงจะเท่ากับ 80 ชั่วโมงต่อสัปดาห์หรือประมาณ 4,350 ชั่วโมงต่อปี ความแตกต่างยิ่งชวนให้ตรวจสอบว่า เวลาที่ใช้ตรวจรักษา เวรที่ต้องพร้อมรับผู้ป่วย งานประสานการดูแล และงานอื่น ๆ ถูกนับไว้อย่างไร รวมถึงบุคลากรที่นำมาเป็นตัวหารนั้นรับผิดชอบงานเหล่านี้ในสัดส่วนเดียวกันหรือไม่
และหากเราเชื่อในพลังของคณิตศาสตร์ เมื่อวัดภาระงานจริงของบุคลากรกลุ่มเดียวกันด้วยเกณฑ์เดียวกัน การมีผู้ที่รับภาระสูงกว่าค่าเฉลี่ยย่อมหมายความว่ามีผู้ที่รับภาระต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอยู่ด้วย โดยภาระส่วนเกินของคนกลุ่มหนึ่งอาจถูกถ่วงด้วยภาระที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของคนอีกหลายคน คำถามจึงต้องขยับจากการมีบุคลากรเพียงพอหรือไม่ ไปสู่การที่บุคลากรแต่ละกลุ่มได้รับการแบ่งงานอย่างไร อย่างไรก็ตาม ค่าเฉลี่ยจากการทดลองคำนวณครั้งนี้ยังไม่ใช่ค่าเฉลี่ยชั่วโมงทำงานจริงที่จะใช้ระบุว่าใครทำงานมากหรือน้อย สิ่งที่ต้องการสื่อสารจึงเป็นคำถามสำคัญต่อระบบว่า หากบุคลากรบางกลุ่มต้องรับภาระหนักอย่างต่อเนื่อง เราจะทำให้เห็นได้อย่างไรว่าใครรับผิดชอบงานเท่าใด ใครเป็นผู้กำหนดการแบ่งงาน และการเพิ่มคนเข้าไปจะช่วยลดภาระของผู้ที่ทำงานหนักอยู่แล้วได้จริงหรือไม่ ซึ่งข้อมูลจำนวนคนและปริมาณบริการรวมที่คณะผู้วิจัยเข้าถึงในปัจจุบันยังตอบคำถามเหล่านี้ไม่ได้


นอกจากนี้ ภาพรวมของประเทศยังบดบังความแตกต่างระหว่างจังหวัด แม้ผลการวิเคราะห์ใน 76 จังหวัดไม่รวมกรุงเทพมหานครจะพบว่า การกระจายแพทย์และพยาบาลวิชาชีพต่อประชากรดีขึ้นในช่วงที่ศึกษา แต่ความก้าวหน้านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเท่ากันทุกวิชาชีพ ดังเช่นเภสัชกรสังกัดกระทรวงสาธารณสุขที่ความเหลื่อมล้ำแทบไม่เปลี่ยนแปลงแม้จำนวนบุคลากรเพิ่มขึ้น และเมื่อแยกองค์ประกอบของความเหลื่อมล้ำในปี พ.ศ. 2568 พบว่า ความแตกต่างระหว่างจังหวัดภายในเขตสุขภาพเดียวกันคิดเป็นร้อยละ 75.6 ของความเหลื่อมล้ำแพทย์สังกัดกระทรวงสาธารณสุข และร้อยละ 85.0 สำหรับพยาบาลวิชาชีพ การทำให้แต่ละเขตมีทรัพยากรใกล้เคียงกันจึงยังไม่เพียงพอ เพราะความแตกต่างส่วนใหญ่ที่วัดได้ยังอยู่ระหว่างจังหวัดในเขตเดียวกัน และตัวเลขระดับจังหวัดเหล่านี้ก็ยังไม่ได้เปิดให้เห็นว่าภายในจังหวัดเดียวกัน บุคลากรกระจุกตัวอยู่ที่ใดอีกบ้าง ความน่าสนใจของข้อค้นพบอยู่ที่ว่า จังหวัดใดควรได้รับบุคลากรเพิ่มกลับขึ้นอยู่กับว่าเราใช้สิ่งใดเป็นเกณฑ์ในการตัดสิน เมื่อจัดกลุ่ม 19 จังหวัดที่มีแพทย์สังกัดกระทรวงสาธารณสุขน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับจำนวนประชากรในปี พ.ศ. 2568 แล้วเปลี่ยนไปเทียบกับจำนวนบริการผู้ป่วยนอก รายชื่อจังหวัดในกลุ่มนี้ตรงกันเพียง 8 จังหวัด ปทุมธานีเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน เพราะเมื่อเรียงจากจังหวัดที่มีแพทย์น้อยที่สุดต่อประชากร จังหวัดนี้อยู่ในอันดับที่ 4 จาก 76 จังหวัด แต่เมื่อเทียบกับบริการผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข อันดับกลับเปลี่ยนเป็นที่ 74 เช่นเดียวกับนราธิวาสที่เปลี่ยนจากอันดับที่ 7 เป็นอันดับที่ 75 จังหวัดเดิมและจำนวนแพทย์เท่าเดิมจึงสามารถปรากฏอยู่คนละปลายของการจัดอันดับได้ เพียงเปลี่ยนว่าเรากำลังนับความรับผิดชอบจากจำนวนประชาชนหรือจากจำนวนบริการที่เกิดขึ้นแล้ว

ความน่าสนใจของข้อค้นพบยังมีเพิ่มเติมอีก หากพิจารณา “เฉพาะ” บริการที่รายงานในโรงพยาบาล
สังกัดกระทรวงสาธารณสุข แล้วนำมาเทียบกับจำนวนแพทย์ในสังกัดเดียวกัน ภาพที่เห็นอาจไม่ได้สูงเท่าที่คิดไว้ ในปี พ.ศ. 2568 จำนวนบริการผู้ป่วยนอกเฉลี่ยอยู่ที่ 5,641 ครั้งต่อแพทย์หนึ่งคน และบริการผู้ป่วยในที่ถ่วงน้ำหนักแล้วอยู่ที่ประมาณ 460 คะแนนน้ำหนักสัมพัทธ์ต่อคน หากลองใช้คณิตศาสตร์ง่าย ๆ โดยสมมติให้บริการ ผู้ป่วยนอกใช้เวลาเฉลี่ยครั้งละ 10 นาที และบริการผู้ป่วยในใช้เวลาของแพทย์ 90 นาทีต่อหนึ่งคะแนนน้ำหนักสัมพัทธ์ จะคำนวณได้ประมาณ 1,665 ชั่วโมงต่อปี หรือเทียบเท่าการทำงานวันละ 8 ชั่วโมงประมาณ 208 วัน ต่อปี
ประเด็นจากตัวเลขนี้อยู่ที่ความห่างระหว่างภาพที่คำนวณได้กับประสบการณ์การทำงานจริง การเพิ่มหรือลดเวลาที่สมมติให้แต่ละบริการย่อมเปลี่ยนผลการคำนวณ แต่ยังทิ้งคำถามว่า งานที่แพทย์ต้องรับผิดชอบทั้งหมดปรากฏอยู่ในตัวเลขบริการเหล่านี้มากน้อยเพียงใด ยิ่งเมื่อพิจารณาข้อเสนอให้จำกัดการทำงานนอกเวลาราชการ
ไม่เกิน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ซึ่งหากรวมกับงานในเวลาราชการอีก 40 ชั่วโมงจะเท่ากับ 80 ชั่วโมงต่อสัปดาห์หรือประมาณ 4,350 ชั่วโมงต่อปี ความแตกต่างยิ่งชวนให้ตรวจสอบว่า เวลาที่ใช้ตรวจรักษา เวรที่ต้องพร้อมรับผู้ป่วย งานประสานการดูแล และงานอื่น ๆ ถูกนับไว้อย่างไร รวมถึงบุคลากรที่นำมาเป็นตัวหารนั้นรับผิดชอบงานเหล่านี้ในสัดส่วนเดียวกันหรือไม่
และหากเราเชื่อในพลังของคณิตศาสตร์ เมื่อวัดภาระงานจริงของบุคลากรกลุ่มเดียวกันด้วยเกณฑ์เดียวกัน การมีผู้ที่รับภาระสูงกว่าค่าเฉลี่ยย่อมหมายความว่ามีผู้ที่รับภาระต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอยู่ด้วย โดยภาระส่วนเกินของคนกลุ่มหนึ่งอาจถูกถ่วงด้วยภาระที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของคนอีกหลายคน คำถามจึงต้องขยับจากการมีบุคลากรเพียงพอหรือไม่ ไปสู่การที่บุคลากรแต่ละกลุ่มได้รับการแบ่งงานอย่างไร อย่างไรก็ตาม ค่าเฉลี่ยจากการทดลองคำนวณครั้งนี้ยังไม่ใช่ค่าเฉลี่ยชั่วโมงทำงานจริงที่จะใช้ระบุว่าใครทำงานมากหรือน้อย สิ่งที่ต้องการสื่อสารจึงเป็นคำถามสำคัญต่อระบบว่า หากบุคลากรบางกลุ่มต้องรับภาระหนักอย่างต่อเนื่อง เราจะทำให้เห็นได้อย่างไรว่าใครรับผิดชอบงานเท่าใด ใครเป็นผู้กำหนดการแบ่งงาน และการเพิ่มคนเข้าไปจะช่วยลดภาระของผู้ที่ทำงานหนักอยู่แล้วได้จริงหรือไม่ ซึ่งข้อมูลจำนวนคนและปริมาณบริการรวมที่คณะผู้วิจัยเข้าถึงในปัจจุบันยังตอบคำถามเหล่านี้ไม่ได้


นอกจากนี้ ภาพรวมของประเทศยังบดบังความแตกต่างระหว่างจังหวัด แม้ผลการวิเคราะห์ใน 76 จังหวัดไม่รวมกรุงเทพมหานครจะพบว่า การกระจายแพทย์และพยาบาลวิชาชีพต่อประชากรดีขึ้นในช่วงที่ศึกษา แต่ความก้าวหน้านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเท่ากันทุกวิชาชีพ ดังเช่นเภสัชกรสังกัดกระทรวงสาธารณสุขที่ความเหลื่อมล้ำแทบไม่เปลี่ยนแปลงแม้จำนวนบุคลากรเพิ่มขึ้น และเมื่อแยกองค์ประกอบของความเหลื่อมล้ำในปี พ.ศ. 2568 พบว่า ความแตกต่างระหว่างจังหวัดภายในเขตสุขภาพเดียวกันคิดเป็นร้อยละ 75.6 ของความเหลื่อมล้ำแพทย์สังกัดกระทรวงสาธารณสุข และร้อยละ 85.0 สำหรับพยาบาลวิชาชีพ การทำให้แต่ละเขตมีทรัพยากรใกล้เคียงกันจึงยังไม่เพียงพอ เพราะความแตกต่างส่วนใหญ่ที่วัดได้ยังอยู่ระหว่างจังหวัดในเขตเดียวกัน และตัวเลขระดับจังหวัดเหล่านี้ก็ยังไม่ได้เปิดให้เห็นว่าภายในจังหวัดเดียวกัน บุคลากรกระจุกตัวอยู่ที่ใดอีกบ้าง
ความน่าสนใจของข้อค้นพบอยู่ที่ว่า จังหวัดใดควรได้รับบุคลากรเพิ่มกลับขึ้นอยู่กับว่าเราใช้สิ่งใดเป็นเกณฑ์ในการตัดสิน เมื่อจัดกลุ่ม 19 จังหวัดที่มีแพทย์สังกัดกระทรวงสาธารณสุขน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับจำนวนประชากรในปี พ.ศ. 2568 แล้วเปลี่ยนไปเทียบกับจำนวนบริการผู้ป่วยนอก รายชื่อจังหวัดในกลุ่มนี้ตรงกันเพียง 8 จังหวัด ปทุมธานีเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน เพราะเมื่อเรียงจากจังหวัดที่มีแพทย์น้อยที่สุดต่อประชากร จังหวัดนี้อยู่ในอันดับที่ 4 จาก 76 จังหวัด แต่เมื่อเทียบกับบริการผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข อันดับกลับเปลี่ยนเป็นที่ 74 เช่นเดียวกับนราธิวาสที่เปลี่ยนจากอันดับที่ 7 เป็นอันดับที่ 75 จังหวัดเดิมและจำนวนแพทย์เท่าเดิมจึงสามารถปรากฏอยู่คนละปลายของการจัดอันดับได้ เพียงเปลี่ยนว่าเรากำลังนับความรับผิดชอบจากจำนวนประชาชนหรือจากจำนวนบริการที่เกิดขึ้นแล้ว