DKSH ขับเคลื่อนอนาคตสาธารณสุขไทย ด้วยห่วงโซ่อุปทานที่มั่นคงและยั่งยืน

www.medi.co.th

นายพูลเพิ่ม จารุพงศา ผู้อำนวยการอาวุโส ด้านการจัดการศูนย์กระจายสินค้า หน่วยธุรกิจผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ บริษัท DKSH (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า


เบื้องหลังทุกการรักษา คือเครือข่ายโลจิสติกส์ที่ซับซ้อนและต้องใช้ทรัพยากรมหาศาล ตั้งแต่การขนส่งระหว่างประเทศ การจัดเก็บสินค้าในคลังควบคุมอุณหภูมิ บรรจุภัณฑ์ควบคุมอุณหภูมิ (Cold Chain Packaging) ตลอดจนการกระจายสินค้าไปยังปลายทางในพื้นที่ห่างไกล กระบวนการเหล่านี้คือสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงการรักษาได้ อย่างไรก็ตาม กระบวนการเหล่านี้ต้องใช้พลังงานและทรัพยากรจำนวนมาก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม นำมาซึ่งโจทย์สำคัญที่ภาคห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมดูแลสุขภาพต้องเร่งบริหารจัดการ เพื่อหาสมดุลระหว่างการขยายการเข้าถึงบริการสาธารณสุขกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม


ประเทศไทยต้องเผชิญกับความท้าทายที่ซับซ้อนมากขึ้น เนื่องจากมีการนำเข้ายาและเวชภัณฑ์สูงถึงราว 70%[1] แม้ว่าห่วงโซ่อุปทานของธุรกิจการดูแลสุขภาพเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญในการช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกันก็ยังสร้างรอยเท้าสิ่งแวดล้อม หรือ Environmental Footprint ของภาคธุรกิจการดูแลสุขภาพไว้ด้วย และเมื่อความต้องการด้านสุขภาพยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ความเร่งด่วนในการรับมือกับความรับผิดชอบทั้งสองด้านนี้ก็ยิ่งชัดเจนขึ้น จึงต้องหาจุดสมดุลระหว่างการส่งเสริมการเข้าถึงการรักษา กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยลงไปพร้อม ๆ กัน






[1] BCG Concept Background May 2026, https://www.bcg.in.th/eng/background/



การสนับสนุนวาระความยั่งยืนแห่งชาติ


ในการประชุม COP30 เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ประเทศไทยได้ประกาศความมุ่งมั่นที่จะบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593 ซึ่งเร่งระยะเวลาให้เร็วขึ้นถึง 15 ปี[1] ภายใต้ข้อตกลง NDC (Nationally Determined Contribution) 3.0 ประเทศไทยตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 47% ภายในปี 2578 เมื่อเทียบกับปี 2562 การบรรลุเป้าหมายดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน รวมถึงภาคโลจิสติกส์ด้านการดูแลสุขภาพ ซึ่งต้องบูรณาการแนวคิดด้านความยั่งยืนสู่การดำเนินงานในทุกมิติ ตั้งแต่การขนส่ง การบริหารคลังสินค้า การออกแบบบรรจุภัณฑ์ การวางแผนเส้นทางการขนส่ง ไปจนถึงการใช้พลังงาน เพื่อช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยไม่กระทบต่อความน่าเชื่อถือและประสิทธิภาพของการให้บริการ 


แนวทางดังกล่าวยังสอดคล้องกับโมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) ของประเทศไทย ที่มุ่งส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืนทุกภาคส่วน รวมถึงอุตสาหกรรมสุขภาพและการแพทย์[2] อย่างไรก็ตาม การนำแนวคิดเหล่านี้ไปสู่การปฏิบัติจริงยังมีความท้าทายอยู่ไม่น้อย เนื่องจากยาและเวชภัณฑ์ต้องได้รับการจัดเก็บและขนส่งภายใต้มาตรฐานที่เข้มงวด ท่ามกลางข้อกำหนดด้านกฎระเบียบและสภาพแวดล้อมการดำเนินงานที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ โดยมีเป้าหมายหลัก คือการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและปริมาณของเสียจากการดำเนินงาน ควบคู่ไปกับการรักษาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ความปลอดภัยของผู้ป่วย และความต่อเนื่องในการเข้าถึงการดูแลรักษาพยาบาล






[1] Net Zero 2050: Turning Thailand’s Ambition into Action, Krungsri Research 23 March 2026 https://www.krungsri.com/en/research/research-intelligence/net-zero-2026




จากเป้าหมายระดับโลกสู่การปฏิบัติจริงในห่วงโซ่อุปทานระดับท้องถิ่น


ในขณะเดียวกัน ความยั่งยืนได้กลายมาเป็นปัจจัยขับเคลื่อนขีดความสามารถในการแข่งขัน และความยืดหยุ่นทางธุรกิจของอุตสาหกรรมดูแลสุขภาพมากขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลให้การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานด้านการดูแลสุขภาพ ต้องคำนึงถึงการสร้างสมดุลระหว่างประสิทธิภาพการดำเนินงาน การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจ และความน่าเชื่อถือที่มั่นคงขึ้นในระยะยาว


DKSH สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานทั่วโลก (Scope 1 และ Scope 2 ของการปล่อยก๊าซเทียบกับตลาด) ลงได้ถึง 65% ในปี 2568 เมื่อเทียบกับปี 2563 ขณะเดียวกัน เป้าหมายระยะยาวที่ผ่านการรับรองจาก SBTi ยังตอกย้ำความมุ่งมั่นของบริษัทในการก้าวสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 บริษัทฯ เดินหน้าผลักดันเป้าหมายดังกล่าวผ่านการปรับปรุงการดำเนินงานในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนเส้นทางขนส่งให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น การเพิ่มประสิทธิภาพการบรรทุกสินค้า การเปลี่ยนยานพาหนะขนส่งเป็นระบบไฟฟ้า การเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน และการยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงานในศูนย์กระจายสินค้าทุกแห่ง


ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการปรับเส้นทางขนส่งให้เหมาะสม ซึ่งไม่เพียงช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ยังช่วยลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ลดต้นทุนการขนส่ง และลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมันดีเซล นอกจากนี้  แนวทางดังกล่าวยังช่วยให้ลูกค้าที่ใช้บริการ DKSH ในการกระจายสินค้าสามารถบริหารต้นทุนด้านโลจิสติกส์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น มีความยืดหยุ่น แม้ต้องเผชิญกับความผันผวนของตลาดพลังงานโลก


กระบวนการขนส่งควบคุมอุณหภูมิอย่างยั่งยืนในเชิงปฏิบัติ


ห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมดูแลสุขภาพนั้นมีความซับซ้อน โดยเฉพาะการจัดเก็บและขนส่งสินค้าที่ต้องควบคุมอุณหภูมิอย่างเข้มงวด ซึ่งต้องรักษาทั้งมาตรฐานการกำกับดูแลและคุณภาพของผลิตภัณฑ์ตลอดกระบวนการ แม้ความคลาดเคลื่อนเพียงเล็กน้อยก็อาจส่งผลต่อประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์และกระทบต่อความปลอดภัยของผู้ป่วยได้ ขณะเดียวกัน ธุรกิจดูแลสุขภาพยังต้องเผชิญกับแรงกดดันด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและลดปริมาณของเสียจากกระบวนการดำเนินงานด้านโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้น

ตั้งแต่ปี 2562 DKSH ได้นำกล่องควบคุมอุณหภูมิแบบใช้ซ้ำมากกว่า 13,000 ใบมาใช้ใน 8 ประเทศ เพื่อทดแทนกล่องโฟมที่ใช้เพียงครั้งเดียวแล้วทิ้ง (Styrofoam) โดยในประเทศไทย มีการใช้โซลูชันบรรจุภัณฑ์แบบใช้ซ้ำในการจัดส่งสินค้าควบคุมอุณหภูมิให้กับคำสั่งซื้อ มากกว่า 80% ช่วยลดการใช้กล่องโฟมแบบใช้แล้วทิ้งได้ราว 1.3 ล้านใบต่อปี ผลการประเมินวัฏจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ (Life Cycle Assessment) ยังชี้ให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงนี้ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากกว่า 1.8 ล้านกิโลกรัมภายในระยะเวลา 5 ปี เมื่อเทียบกับการใช้บรรจุภัณฑ์แบบใช้แล้วทิ้ง นอกจากนี้ ในปี 2568 DKSH ยังสามารถลดการใช้ไฟฟ้าในคลังสินค้าของผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพได้เกือบ 20% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สะท้อนถึงความก้าวหน้าในการยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงานอย่างต่อเนื่อง


ความสำเร็จเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า การลดการปล่อยคาร์บอนในระบบโลจิสติกส์ด้านการดูแลสุขภาพไม่ได้แลกมาด้วยการลดประสิทธิภาพทางธุรกิจ แต่เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน
เพิ่มประสิทธิภาพด้านต้นทุน และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันอย่างยั่งยืนในระยะยาว


การขับเคลื่อนความยั่งยืนตลอดทั้งระบบนิเวศของห่วงโซ่อุปทาน


การสร้างห่วงโซ่อุปทานด้านการดูแลสุขภาพที่ยั่งยืนมากขึ้นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในระบบนิเวศ ตั้งแต่ผู้ผลิตและซัพพลายเออร์ พันธมิตรด้านโลจิสติกส์ หน่วยงานกำกับดูแล ผู้ให้บริการด้านสาธารณสุข ไปจนถึงชุมชนโดยรวม องค์กรต่าง ๆ ไม่ได้ถูกประเมินจากผลการดำเนินงานทางธุรกิจเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องแสดงให้เห็นถึงการกำกับดูแลกิจการที่ดี ความโปร่งใส และความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมตลอดทั้งระบบ


ในปี 2568 DKSH ได้ขยายการรับรองมาตรฐาน ISO 14001 และ ISO 45001 ครอบคลุม 7 ประเทศ รวมถึงประเทศไทย เพื่อยกระดับมาตรฐานด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมและอาชีวอนามัยและความปลอดภัยให้มีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น ปัจจุบัน DKSH บริหารเครือข่ายศูนย์กระจายสินค้าที่ได้รับการรับรองมาตรฐานเกือบ 40 แห่งทั่วโลก พร้อมเดินหน้าพัฒนากระบวนการตรวจสอบด้านสิทธิมนุษยชน และส่งเสริมแนวปฏิบัติด้านการจัดซื้อจัดจ้างอย่างมีความรับผิดชอบอย่างต่อเนื่อง


ความยั่งยืนในระบบโลจิสติกส์ของธุรกิจการดูแลสุขภาพจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงการกำกับดูแลกิจการ ความสามารถในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลง และการสร้างความร่วมมือระหว่างทุกภาคส่วน ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและเสริมความมั่นคงของการดำเนินงานในระยะยาวสำหรับ DKSH ประเทศไทย แนวคิดดังกล่าวสะท้อนผ่านโครงการต่าง ๆ ที่มุ่งสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ อาทิ Client Sustainability Appreciation Day ซึ่งจัดขึ้นเพื่อยกย่องคู่ค้าที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนความยั่งยืนร่วมกัน


ขณะที่ประเทศไทยเร่งเดินหน้าสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ คำถามสำคัญในวันนี้จึงไม่ใช่ว่า “ห่วงโซ่อุปทานด้านการดูแลสุขภาพควรปรับตัวสู่ความยั่งยืนหรือไม่” หากแต่เป็น “อุตสาหกรรมนี้จะปรับตัวได้รวดเร็วเพียงใด” ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เต็มไปด้วยความผันผวน องค์กรที่เริ่มลงมือก่อนจะไม่เพียงลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้มากกว่าเท่านั้น แต่ยังสามารถสร้างความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน ควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และได้รับความไว้วางใจจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระยะยาว ห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืนช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงผลิตภัณฑ์และบริการด้านสุขภาพได้อย่างต่อเนื่อง มีประสิทธิภาพ และเท่าเทียม พร้อมเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบสาธารณสุขและคุณภาพชีวิตของผู้คนในระยะยาว