ม.มหิดลแนะ‘เลี้ยงลูกเชิงบวก’ สอนลูกด้วย‘ความเมตตา’

www.medi.co.th

ความรุนแรง ใช้ไม่ได้ในทุกสถานการณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน ช่วงเริ่มต้นชีวิต ที่โลกได้พิสูจน์แล้วจากหลักการ เลี้ยงลูกเชิงบวก” (Positive Discipline) ที่พัฒนาขึ้นและใช้สืบต่อกันมาอย่างแพร่หลายจากยุค 80's - ปัจจุบัน จากแนวคิดที่ว่าด้วยความเชื่อเรื่องการกล่าวโทษในเชิงลบส่งผลกระทบต่อทิศทางชีวิตเมื่อเจริญวัย โดย 2 นักครอบครัวบำบัดชาวอเมริกัน ดร.เจน นีลเซน” (Jane Nielsen) และ ลินน์ ล็อตต์” (Lynn Lott)


ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปนัดดา ธนเศรษฐกร อาจารย์ประจำสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้มีส่วนสำคัญในการผลักดันแนวคิด เลี้ยงลูกเชิงบวก ส่องสว่างมายังครอบครัวไทย สร้าง อนาคตของชาติ ให้ได้เติบโตไปในทิศทางและบรรยากาศที่สร้างสรรค์ สู่ ความสุขมวลรวมแห่งมนุษยชาติ


โดยเชื่อว่าการสอนลูกด้วย จิตที่ดีในจุดเริ่มต้น จะได้ทั้งใจลูก และสอนลูกได้ด้วยในขณะเดียวกัน


ในทางตรงกันข้ามหากสอนลูกโดยการ ตั้งกฎด้วย ความเชื่อแบบเดิมที่เป็นการ ออกคำสั่งและ กล่าวโทษอาจส่งผลต่อ สายสัมพันธ์และนำมาซึ่ง การต่อต้านที่อาจเป็นได้ทั้งจากการโต้ตอบอย่างรุนแรง และการไม่ใส่ใจ ซ้ำร้ายอาจกลายเป็นนิสัยติดตัวจนถึงวัยผู้ใหญ่ได้ในที่สุด


ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปนัดดา ธนเศรษฐกร อธิบายเพิ่มเติมว่า “Positive Discipline” เริ่มได้ตั้งแต่แรกเกิด - 3 ขวบ แม้โดยธรรมชาติของการพัฒนาสมองในส่วนของความจำ (Working Memory) ของเด็กโดยทั่วไปจะเริ่มต้นจำและเล่าเรื่องได้ตั้งแต่วัย 2 ขวบขึ้นไป ซึ่งรวมถึงจาก “การสัมผัส” ที่ทำให้รู้สึกได้ทั้งความมั่นคงปลอดภัย ไปจนถึงความวิตกหวาดกลัว ฯลฯ


ไม่เพียงแต่การเตรียมความพร้อมลูกสู่ การมีวินัย พ่อแม่จะต้องถามตัวเองด้วยว่า พร้อมจะเป็น พ่อแม่เชิงบวก ด้วยหรือไม่ เช่นเมื่อลูกทำอะไรด้วยความวู่วามจนต้องกลับมาตั้งต้นที่การปรับอารมณ์ด้วยเหตุผล พ่อแม่ก็จะต้องพร้อม เปิดใจ ย้อนกลับมา พิจารณาที่ตัวเอง ในเรื่องดังกล่าวที่เคยแสดงต่อลูกด้วยเช่นกัน


หัวใจของการเลี้ยงลูกเชิงบวก คือ การพยายามทำให้ลูกเกิด ความรู้สึกที่ดีต่อตัวเอง - อบอุ่นใจ ด้วยสอนแบบ ค่อยเป็นค่อยไป เช่น การกระตุ้นให้ลูกรู้จักคิดด้วยการฝึก ตั้งคำถาม เช่น เมื่อรู้สึกโกรธ ลูกมีความคิดจะจัดการกับความรู้สึกที่เกิดขึ้นอย่างไร หากจะโต้ตอบ จะโต้ตอบอย่างไร หรือหากจะเลี่ยง จะเลี่ยงอย่างไร เป็นต้น แทน การสั่งให้ลูกทำตามที่พ่อแม่บอก ซึ่งจะไม่ช่วยอะไรเมื่อลูกต้องเผชิญกับปัญหาตามลำพังด้วยตัวเองในภายภาคหน้า


ที่สำคัญอย่าลืมว่าแต่ละครอบครัวมีวิธีการสอนลูกที่แตกต่างกันออกไป จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง สอนลูกเมื่อพร้อม หรืออยู่กับลูกตามลำพัง นอกจากนี้ ไม่ว่าลูกจะตัดสินใจอย่างไร ควรตั้งใจรับฟัง และไม่ลืมที่จะ แสดงความเมตตา ต่อลูกจนเกิด ความไว้เนื้อเชื่อใจ


ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ควรทำให้ลูกเข้าใจว่า ยังมีพ่อแม่พร้อมเคียงข้างลูกเสมอ ซึ่งการทำให้ลูก รู้สึกมีตัวตนจะนำไปสู่ การตั้งต้นที่ดีส่ง พลังบวกที่ดีสู่สังคมที่สร้างสรรค์ได้ต่อไปผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปนัดดา ธนเศรษฐกร กล่าวทิ้งท้าย


ติดตามข่าวสารที่น่าสนใจจากมหาวิทยาลัยมหิดลได้ที่ www.mahidol.ac.th


สัมภาษณ์ และเขียนข่าวโดย ฐิตินวตาร ดิถีการุณ นักประชาสัมพันธ์ (ชำนาญการ)


งานสื่อสารองค์กร กองบริหารงานทั่วไป สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล