กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขเผยสถานการณ์อากาศร้อนจัดส่งผลให้ความเสี่ยงต่อกลุ่มเด็กเล็กและหญิงตั้งครรภ์ ในการเกิด “ฮีทสโตรก (Heatstroke)” ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงสูง อาจเกิดอาการรุนแรงและเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ หากไม่ได้รับการดูแลอย่างทันท่วงที
แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญสภาพอากาศร้อนจัดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกรมอุตุนิยมวิทยาได้คาดการณ์ว่าในเดือนเมษายน ดัชนีความร้อนในหลายพื้นที่ของประเทศไทย มีแนวโน้มสูงถึง 52- 60 องศาเซลเซียส ซึ่งอยู่ในระดับ “อันตรายมาก” และจะร้อนยาวนานถึงกลางเดือนพฤษภาคม ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดอาการ “ฮีทสโตรก (Heatstroke)” หรือโรคลมร้อน ที่เป็นภัยสุขภาพสำคัญที่ต้องเฝ้าระวัง โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบาง ได้แก่ เด็กเล็กและสตรีตั้งครรภ์ โดยเฉพาะเด็กเล็ก ร่างกายยังไม่สามารถปรับตัวต่อความร้อนได้ดีเท่าผู้ใหญ่ อีกทั้ง มักทำกิจกรรมกลางแจ้งเป็นเวลานาน ทำให้สูญเสียน้ำและเกลือแร่ได้ง่าย อาการสำคัญที่ต้องเฝ้าระวัง ได้แก่ ตัวร้อนจัด ผิวหนังแดงแห้ง เหงื่อไม่ออก สับสน หรือหมดสติ หากไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที อาจเสียชีวิตได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง ผู้ปกครองและสถานศึกษาจึงควรดูแลเด็กอย่างใกล้ชิด หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งช่วงแดดจัด ให้ดื่มน้ำบ่อย ๆ และไม่ปล่อยเด็กไว้ในรถที่จอดตากแดดโดยลำพัง
ด้าน แพทย์หญิงนงนุช ภัทรอนัตนพ รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า สำหรับตั้งครรภ์เป็นอีกกลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยา เช่น อัตราการเผาผลาญที่เพิ่มขึ้น อุณหภูมิร่างกายที่สูงขึ้น และความต้องการน้ำที่มากขึ้น ส่งผลให้ระบายความร้อนได้ยากขึ้น หากเกิดภาวะอุณหภูมิร่างกายสูงเกิน 39 องศาเซลเซียส อาจส่งผลกระทบต่อทั้งมารดาและทารกในครรภ์ เช่น ความเสี่ยงคลอดก่อนกำหนด ทารกน้ำหนักน้อย หรือการเจริญเติบโตผิดปกติ
“ทั้งนี้ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ขอแนะนำให้ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง ดูแลสุขภาพอย่างใกล้ชิด โดยดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดในช่วงเวลา 13.00–16.00 น. สวมใส่เสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี และอยู่ในสถานที่อากาศถ่ายเท หากพบผู้มีอาการสงสัยฮีทสโตรก ควรรีบนำเข้าที่ร่ม ลดอุณหภูมิร่างกาย และนำส่งสถานพยาบาลโดยเร็ว เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจรุนแรงและเป็นอันตรายถึงชีวิต” รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าว
