สภากาชาดไทย พร้อมด้วยหน่วยงานภาครัฐและภาคีเครือข่าย รวม 23 หน่วยงาน ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ว่าด้วย “ความร่วมมือในการเชื่อมโยงและขยายผลการใช้ประโยชน์จากระบบฐานข้อมูลภัยพิบัติและระบบภูมิสารสนเทศ เพื่อการบริหารจัดการและช่วยเหลือผู้ประสบภัยร่วมกันของหน่วยงานภาคีเครือข่าย” เพื่อยกระดับการบูรณาการข้อมูลและการทำงานร่วมกันในการรับมือภัยพิบัติของประเทศ
ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการต่อยอดการพัฒนาระบบฐานข้อมูลภัยพิบัติและระบบภูมิสารสนเทศ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเชื่อมโยง แลกเปลี่ยน และใช้ข้อมูลร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้การบริหารจัดการภัยพิบัติ การประเมินสถานการณ์ และการให้ความช่วยเหลือประชาชนเป็นไปอย่างรวดเร็ว แม่นยำ และครอบคลุมมากยิ่งขึ้น
นายกฤษฎา บุญราช ผู้ช่วยเลขาธิการ สภากาชาดไทย กล่าวว่า ปัจจุบันภัยพิบัติมีความซับซ้อนและรุนแรงมากขึ้น ระบบแอปพลิเคชัน “พ้นภัย” จึงมีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการภัยพิบัติของประเทศ ตั้งแต่การติดตามสถานการณ์ การแจ้งเตือน การรับแจ้งเหตุ การประสานความช่วยเหลือ ไปจนถึงการบริหารจัดการทรัพยากร เพื่อให้ผู้ประสบภัยได้รับความช่วยเหลืออย่างรวดเร็วและทั่วถึง
นอกจากนี้ ระบบ “พ้นภัย” ยังเป็นตัวอย่างของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และองค์กรอิสระ ที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล เพิ่มความแม่นยำในการตัดสินใจ และทำให้การส่งต่อความช่วยเหลือถึงประชาชนเป็นไปอย่างมีประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น
ที่ผ่านมา สภากาชาดไทยและภาคีเครือข่ายได้ร่วมกันพัฒนาระบบดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มลงนามความร่วมมือครั้งแรกเมื่อปี 2558 กับ 10 หน่วยงาน และขยายความร่วมมือเป็น 19 หน่วยงานในปี 2563 ก่อนจะต่อยอดสู่ความร่วมมือฉบับที่ 3 ในครั้งนี้ ซึ่งมีภาคีเครือข่ายเพิ่มเป็น 23 หน่วยงาน
ปัจจุบัน สภากาชาดไทยยังได้นำระบบ “พ้นภัย” ไปใช้ใน โครงการเพิ่มประสิทธิภาพระบบพ้นภัยสนับสนุนชุดธารน้ำใจเพื่อกลุ่มผู้เปราะบาง เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้ตรงตามความต้องการ รวมถึงพัฒนาระบบบันทึกและให้บริการภาพถ่ายสถานการณ์ภัยพิบัติจากอากาศยานไร้คนขับ (Drone) ร่วมกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนการสำรวจและประเมินสถานการณ์ในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การลงนามบันทึกข้อตกลงฉบับใหม่นี้ จึงถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการจัดการภัยพิบัติของประเทศ โดยอาศัยเทคโนโลยีและการเชื่อมโยงข้อมูลเป็นเครื่องมือสำคัญ เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนเป็นไปอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และเข้าถึงผู้ประสบภัยได้อย่างแท้จริง
