กรมอนามัย เผยคนไทยนั่งนานกว่า 13 ชม.ต่อวัน ชู “เมืองที่ขยับได้” แก้พฤติกรรมเนือยนิ่ง

www.medi.co.th


กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เร่งขับเคลื่อนนโยบาย “เมืองที่ขยับได้ เพื่อชีวิตที่แอคทีฟ” หลังพบคนไทยมีพฤติกรรมเนือยนิ่งเฉลี่ยมากกว่า 13 ชั่วโมงต่อวัน โดยชี้ว่าการออกแบบเมืองและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเคลื่อนไหว เป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มกิจกรรมทางกาย ลดความเสี่ยงโรค NCDs และยกระดับสุขภาวะในระยะยาว


แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า สถานการณ์พฤติกรรมสุขภาพของคนไทย ยังน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะ “พฤติกรรมเนือยนิ่ง” ที่มีแนวโน้มสูงต่อเนื่อง เฉลี่ยมากกว่า 13 ชั่วโมงต่อวัน แม้ว่ากลุ่มผู้ใหญ่จะเริ่มมีกิจกรรมทางกายเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่ถึงระดับที่แนะนำ ขณะที่เด็กและวัยรุ่นยังมีกิจกรรมทางกายในระดับต่ำ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว ทั้งโรค NCDs และปัญหาสุขภาพอื่น กรมอนามัยจึงเดินหน้าขับเคลื่อนแนวคิด “เมืองที่ขยับได้ เพื่อชีวิตที่แอคทีฟ” (The Moving City for Active Living) โดยเน้นการปรับสภาพแวดล้อมและโครงสร้างเมืองให้เอื้อต่อการมีกิจกรรมทางกายในชีวิตประจำวัน อาทิ การพัฒนาทางเดินเท้า ทางจักรยาน พื้นที่สาธารณะ รวมถึงการวางผังเมืองและระบบคมนาคมที่สนับสนุนการเดินทางแบบไม่ใช้เครื่องยนต์ เพื่อให้ประชาชนสามารถ “ขยับร่างกาย” ได้ง่าย ปลอดภัย และต่อเนื่องในทุกช่วงวัย


นายแพทย์ปกรณ์ ตุงคะเสรีรักษ์ รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า แนวคิดดังกล่าวได้รับการผลักดันผ่านเวทีการประชุมวิชาการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ครั้งที่ 18 ภายใต้หัวข้อ “Building Sustainable Wellness under Climate Change” ซึ่งสะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และการออกแบบเมืองในบริบทการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยจัดเวทีเสวนา “เมืองที่ขยับได้ เพื่อชีวิตที่แอคทีฟ” เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรม จากภาคีเครือข่ายหลากหลายภาคส่วน ทั้งนี้ การขับเคลื่อน “เมืองที่ขยับได้” ไม่สามารถดำเนินการโดยภาคสาธารณสุขเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งด้านผังเมือง คมนาคม และสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการยกระดับนโยบายและการดำเนินงานในระดับพื้นที่ พร้อมกันนี้ กรมอนามัยอยู่ระหว่างการพัฒนาแผนการส่งเสริมกิจกรรมทางกายฉบับใหม่ พ.ศ. 2571–2575 เพื่อผลักดันให้การมีกิจกรรมทางกายกลายเป็นวิถีชีวิตปกติของคนไทย นำไปสู่การลดปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพ และสร้างสังคมสุขภาวะที่ยั่งยืนในระยะยาว


นายแพทย์วันฉัตร ชินสุวาเทย์ ผู้อำนวยการกองกิจกรรมทางกายเพื่อสุขภาพ กรมอนามัย กล่าวว่า การส่งเสริมกิจกรรมทางกายจำเป็นต้องขับเคลื่อนในระดับระบบ ไม่ใช่เพียงการรณรงค์ แต่ต้องทำให้การขยับ เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผ่านการออกแบบเมืองและสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม อาทิ ทางเดินปลอดภัย พื้นที่สาธารณะ เมืองที่เดินได้ ใช้ชีวิตได้จริง


คุณอรณา จันทรศิริ นักวิจัยจาก Activethai.org กล่าวว่า ประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในเวทีโลก โดยมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการระดับโลกด้านกิจกรรมทางกาย (GAPPA) ซึ่งเน้นการสร้าง “Active Environments” เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงกิจกรรมทางกายได้อย่างเท่าเทียม


รองศาสตราจารย์ ดร. ปิยวัฒน์ เกตุวงศา จากศูนย์พัฒนาองค์ความรู้ด้านกิจกรรมทางกายประเทศไทย (TPAK) เน้นย้ำว่า การส่งเสริมกิจกรรมทางกายต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงชีวิต ตั้งแต่วัยเด็กจนถึงผู้สูงอายุ ควบคู่กับการลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง