“ร้านยา” เผย “30 บาทรักษาทุกที่” ช่วยให้ประชาชนที่เจ็บป่วยเล็กน้อยไม่ต้องรอคิวนาน และยังได้ยาประสิทธิภาพดี แต่แนวทางใหม่ยังต้องใช้เวลาปรับตัว ผู้สูงอายุสแกนหน้าไม่ได้-สิทธิโควตาเต็มเร็ว เสนอเพิ่มประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนมากขึ้น จะช่วยลดเวลาอธิบายการใช้สิทธิของหน่วยบริการนวัตกรรม
นายพิชิตชัย วงษาเนาว์ ผู้ช่วยผู้จัดการเขตร้านขายยาเอ็กซ์ต้า พลัส ในพื้นที่ จ.นครพนม และ จ.อุดรธานี เปิดเผยว่า จากการที่ร้านยาเอ็กซ์ต้า พลัส ได้เข้าร่วมโครงการ 30 บาทรักษาทุกที่ เป็นหน่วยบริการนวัตกรรม ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ในการให้บริการผู้ป่วยสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ช่วยเพิ่มการเข้าถึงบริการของประชาชน ทำให้มีผู้มาใช้บริการร้านขายยาเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ร้านได้กลุ่มลูกค้ามากขึ้น
ขณะที่ ในมุมของผู้รับบริการ ประชาชนสามารถลดระยะเวลาการรอคอยจากการเข้ารับบริการในสถานพยาบาลได้ โดยใช้เวลารับบริการที่ร้านขายยาเฉลี่ยเพียง 10 – 15 นาทีเท่านั้น รวมถึงผู้ป่วยยังสามารถเข้าถึงยาที่มีประสิทธิภาพมากกว่ายาพื้นฐาน เช่น ยาแก้แพ้ชนิดไม่ง่วง ซึ่งอยู่ในรายการยาที่สามารถจ่ายได้ตามโครงการ 30 บาทรักษาทุกที่ที่ร้านยา
ทั้งนี้ ในส่วนของการปรับแนวทางการเข้ารับบริการของ สปสช. ที่เปลี่ยนมาใช้ระบบยืนยันตัวตนด้วยการสแกนใบหน้า ช่วยสร้างความมั่นใจให้ร้านยาในด้านความปลอดภัยได้ โดยลดความเสี่ยงในการสวมสิทธิและการทุจริต ขณะเดียวกันผู้รับบริการก็มีความเชื่อมั่นมากขึ้น ส่งผลให้มีประชาชนหันมาใช้บริการร้านยามากขึ้น จากเดิมที่ไปรับยานอกระบบ
อย่างไรก็ตาม ในช่วงเริ่มต้นของการใช้ระบบสแกนใบหน้า ยังพบข้อจำกัดในกลุ่มผู้สูงอายุ เนื่องจากผู้สูงอายุไม่สามารถยืนยันตัวตนได้ผ่านการสแกนใบหน้า รวมถึงไม่สามารถยืนยันตัวตนได้ผ่านแอปพลิเคชันไลน์ เนื่องจากไม่มีโทรศัพท์มือถือ ส่งผลให้บางรายไม่สามารถรับบริการและต้องเดินทางกลับ โดยไม่ได้รับยา ซึ่งในช่วง 2 – 3 วันที่ผ่านมา พบผู้สูงอายุสแกนใบหน้าไม่ผ่านประมาณ 5 – 6 คน
“แม้ร้านยาจะแนะนำให้ผู้รับบริการไปโรงพยาบาลที่ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกัน ซึ่งไม่ต้องผ่านกระบวนการยืนยันตัวตนดังกล่าว แต่ประชาชนส่วนใหญ่เลือกที่จะไม่ไป เนื่องจากการไปโรงพยาบาลต้องใช้เวลารอคิวนาน โดยเฉพาะผู้ใช้แรงงานรายวัน ที่มีเวลาจำกัดและสามารถมาใช้บริการได้เพียงช่วงพักเท่านั้น” นายพิชิตชัย กล่าว
ผู้ช่วยผู้จัดการเขตร้านขายยาเอ็กซ์ต้า พลัสฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับระบบโควตาการให้บริการของร้านยาเอ็กซ์ต้า พลัส สาขาหน้าโรงพยาบาลธาตุพนม จ.นครพนม พบว่าสิทธิของระบบโควตาเต็มค่อนข้างเร็ว โดยหากประชาชนมาใช้บริการช่วงเวลาประมาณ 10.00 – 11.00 น. จะเริ่มไม่สามารถรับบริการได้ เนื่องจากผู้รับบริการส่วนใหญ่เป็นผู้ใช้สิทธิบัตรทองแบบ walk-in ที่ไม่ได้จองคิวมา โดยที่ผ่านมา จำนวนผู้รับบริการของร้านยาสาขาหน้าโรงพยาบาลธาตุพนม จะเฉลี่ยวันละ 10 – 15 คน แต่เมื่อเปลี่ยนเป็นระบบโควตา ผู้ที่สามารถรับบริการได้จะเหลือเพียง 3 – 4 คนต่อวัน เนื่องจากสิทธิเต็ม
ทั้งนี้ ต้องการให้ สปสช. มีการปรับเพิ่มโควตา รวมถึงเพิ่มการประชาสัมพันธ์ข้อมูลให้ประชาชนรับทราบมากขึ้น เนื่องจากประชาชนมักสอบถามข้อมูลที่ร้านยา ขณะที่เภสัชกรมีจำกัด ทำให้ไม่สามารถดูแลได้ทั่วถึง บางกรณีต้องพิมพ์ข้อมูลให้กับผู้รับบริการเพื่อกลับไปศึกษาต่อที่บ้าน ถือเป็นการเพิ่มภาระงานแก่เภสัชกร โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ไม่คุ้นเคยกับเทคโนโลยี ที่เภสัชกรต้องช่วยดำเนินการทุกขั้นตอน ตั้งแต่การติดตั้งและใช้งานแอปพลิเคชัน จากเดิมที่เภสัชกรทำเพียงจ่ายยาและลงทะเบียน
“ต้องการให้ สปสช. มีการประชาสัมพันธ์ข้อมูลมากขึ้น เช่น จัดทำคลิปแนะนำการใช้งานระบบ ซึ่งหากในอนาคตประชาชนปรับตัวได้มากขึ้น และได้ทดลองใช้บริการแล้ว เชื่อว่าจะกลับมาใช้บริการซ้ำ เพราะมีความสะดวกและไม่ต้องรอคิวนาน แต่อาจต้องรอให้ระบบเข้าที่ก่อน” ผู้ช่วยผู้จัดการเขตร้านยาเอ็กซ์ต้า พลัสฯ กล่าว
