โรคอ้วนเป็นโรคเรื้อรังที่ต้องรักษาอย่างถูกต้อง และ มีข้อมูลที่เชื่อมโยงภาวะแทรกซ้อนกับโรคอ้วนมากกว่า 229 รายการ เผยแนวทางการดูแลโรคอ้วน ถ้าปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต อยู่ที่ประมาณ 5% ส่วน การใช้ยา หรือ Pharmacotherapy / Anti-obesity Medications ช่วยลดน้ำหนักได้เฉลี่ยประมาณ 3–16% ในผู้ป่วยแต่ละราย และการผ่าตัดหรือการรักษาด้วยหัตถการผ่านกล้อง ในเชิงทฤษฎีสูงสุดประมาณ 30%
นายแพทย์ Gurudutt Nayak ผู้อำนวยการฝ่าย Medical and Regulatory Affairs บริษัทโนโว นอร์ดิสค์ กล่าวถึงโรคอ้วนว่า เมื่อปี2022 มีจำนวนประชากรที่เป็นประชากรในโลกอะครับ ที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วนอยู่ที่ 1000 ล้านคนครับผมในปี 2035 เนี่ยครับ คาดว่าจะมีอยู่ที่ประมาณ 2000 ล้านคน ซึ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยเรื่อยอะนะครับผม แล้วก็คาดว่าภายในปี 2050 หรือไม่เกิน 25 ปี จากนี้ประชากรครึ่งโลกก็จะอยู่ในภาวะน้ำหนักเกิน หรือเป็นโรคอ้วน
ดังนั้น โรคอ้วนเป็นโรคเรื้อรังที่ต้องรักษาอย่างถูกต้องและโรคอ้วนไม่ใช่เพียงเรื่องน้ำหนักตัวหรือรูปลักษณ์ภายนอก แต่เป็นภาวะที่มีผลกระทบต่อสุขภาพในหลายระบบของร่างกาย โดยไขมันที่สะสมในตับอาจนำไปสู่ภาวะตับอักเสบจากเมตาบอลิก หรือ MASH รวมถึงอาจเชื่อมโยงกับปัญหาภาวะเจริญพันธุ์ ขณะที่น้ำหนักส่วนเกินยังส่งผลเชิงกลต่อร่างกาย ทำให้อวัยวะหรือข้อต่อต่าง ๆ ต้องรับแรงกดมากขึ้น ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนยังสัมพันธ์กับปัญหาสุขภาพหลายด้าน เช่น ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ อาการปวดหลังเรื้อรัง โรคข้อเข่าเสื่อมจากแรงกดที่เพิ่มขึ้นบริเวณหัวเข่า รวมถึงภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ ซึ่งอาจเป็นผลจากโรคหลอดเลือดหัวใจ การอุดตันของหลอดเลือด และไขมันในเลือดสูง นอกจากนี้ ในระยะลุกลาม โรคอ้วนอาจนำไปสู่ความเสี่ยงของมะเร็งบางชนิดด้วย
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีข้อมูลที่เชื่อมโยงภาวะแทรกซ้อนกับโรคอ้วนมากกว่า 229 รายการ สะท้อนให้เห็นว่าโรคอ้วนมีผลกระทบต่อสุขภาพอย่างรุนแรง และเป็นเหตุผลสำคัญที่ควรมองโรคอ้วนในฐานะโรคเรื้อรังที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างจริงจัง ทั้งนี้ แนวทางการดูแลโรคอ้วน หรือ Obesity Management จำเป็นต้องมองอย่างรอบด้าน ไม่ใช่การรักษาด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งเท่านั้น แต่ควรประกอบด้วยหลายองค์ประกอบร่วมกัน โดยพื้นฐานสำคัญคือการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต ทั้งการรับประทานอาหารที่เหมาะสมและการออกกำลังกาย ซึ่งถือเป็นรากฐานของการดูแลโรค หากไม่มีการปรับพฤติกรรมพื้นฐาน ยาก็อาจไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในส่วนของการปรับพฤติกรรม มีข้อมูลว่าสามารถช่วยให้น้ำหนักลดลงได้ในระดับหนึ่ง โดยประสิทธิผลอยู่ที่ประมาณ 5% ขณะที่การใช้ยา หรือ Pharmacotherapy / Anti-obesity Medications เป็นอีกเครื่องมือสำคัญที่ช่วยลดน้ำหนักได้เฉลี่ยประมาณ 3–16% ในผู้ป่วยแต่ละราย และอาจมากกว่านั้นในบางกรณี ส่วนการผ่าตัดหรือการรักษาด้วยหัตถการผ่านกล้อง อาจทำให้น้ำหนักลดลงได้ในเชิงทฤษฎีสูงสุดประมาณ 30% แต่เนื่องจากเป็นการผ่าตัด จึงมีข้อจำกัดและความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนของการรักษา
ทั้งนี้โรคอ้วน สามารถเลือกการรักษา โดยการแบ่งผู้ป่วยตามค่า BMI โดยทุกกลุ่มควรเริ่มจากการปรับพฤติกรรม ซึ่งอาจช่วยลดน้ำหนักได้ประมาณ 3–5% หากเสริมด้วยการใช้ยา ควบคู่กับการปรับพฤติกรรม อาจช่วยลดน้ำหนักได้ประมาณ 3–22 % ส่วนการผ่าตัดลดน้ำหนักจะเหมาะกับผู้ป่วยบางกลุ่มที่มีระดับ BMI สูงกว่าเกณฑ์ โดยในประเทศไทย ผู้บริหารระบุว่าการผ่าตัดลดน้ำหนักอาจเริ่มเป็นทางเลือกเมื่อ BMI มากกว่า 32.5 หรือประมาณ 37.5 ขึ้นอยู่กับเกณฑ์และความเหมาะสมของผู้ป่วย
อย่างไรก็ดีมี งานวิจัยจำนวนมากพิจารณาผลของการลดน้ำหนักตั้งแต่ 5% ไปจนถึงมากกว่า 15% โดยพบว่าเมื่อลดน้ำหนักได้มากขึ้น ผลต่อภาวะแทรกซ้อนก็ยิ่งดีขึ้น ตั้งแต่การลดความดันโลหิตสูง ลดระดับน้ำตาลในเลือด ไปจนถึงการช่วยให้เบาหวานเข้าสู่ภาวะสงบ ลดความเสี่ยงการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือด ลดความเสี่ยงหัวใจวาย โรคหลอดเลือดสมอง และภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ รวมถึงอาจช่วยผู้ที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวได้ โดยประโยชน์เหล่านี้จะเห็นได้ชัดเจนมากขึ้นเมื่อผู้ป่วยลดน้ำหนักได้มากกว่า 15%
เมื่อยาต้านโรคอ้วนเริ่มช่วยให้ผู้ป่วยลดน้ำหนักได้มากขึ้น จึงเกิดแนวคิดใหม่เรื่อง “Quality Weight Loss” หรือคุณภาพของการลดน้ำหนัก ซึ่งไม่ได้พิจารณาเพียงตัวเลขน้ำหนักที่ลดลง แต่ต้องดูด้วยว่าน้ำหนักที่ลดลงนั้นมาจากส่วนใดของร่างกาย แนวคิดนี้เกี่ยวข้องกับองค์ประกอบของร่างกาย หรือ Body Composition และ เมื่อคนเราลดน้ำหนัก ร่างกายจะสูญเสียทั้งไขมันและมวลเนื้อเยื่อไร้ไขมัน หรือมวลกล้ามเนื้อ ไม่ว่าจะลดน้ำหนักด้วยวิธีใด ทั้งการควบคุมอาหารและออกกำลังกาย การผ่าตัดลดน้ำหนัก หรือการใช้ยาต้านโรคอ้วน โดยทั่วไปสัดส่วนของน้ำหนักที่ลดลงจะเป็นไขมันประมาณ 75% และมวลกล้ามเนื้อหรือเนื้อเยื่อไร้ไขมันประมาณ 25% แม้การลดไขมันเป็นผลลัพธ์ที่ดี แต่การสูญเสียมวลกล้ามเนื้อก็เป็นประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญเช่นกัน
ปัจจุบันมียาต้านโรคอ้วนที่มีประสิทธิภาพสูง โดยเฉพาะยากลุ่ม GLP-1 receptor agonist อย่างไรก็ตาม แนวทางที่บริษัทใช้ในการให้ความรู้แก่แพทย์ยังคงให้ความสำคัญกับการดูแลน้ำหนักอย่างสมดุลและเป็นองค์รวม ไม่ใช่เพียงการใช้ยาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องควบคู่กับการปรับพฤติกรรม การให้คำแนะนำด้านโภชนาการ และการออกกำลังกายแบบใช้แรงต้าน เพื่อช่วยให้ลดไขมันได้ ขณะเดียวกันยังรักษาความแข็งแรงและการทำงานของกล้ามเนื้อให้คงอยู่ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

" โรคอ้วนเป็นวิกฤตสุขภาพที่กำลังเติบโต รวมถึงในประเทศไทย ซึ่งความชุกของภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีประชากรประมาณ 45% ที่อยู่ในกลุ่มน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน โรคอ้วนควรถูกจัดเป็นโรคเรื้อรังที่ร้ายแรง เพราะเชื่อมโยงกับโรคและภาวะแทรกซ้อนมากกว่า 200 รายการ การดูแลโรคอ้วนจึงต้องเป็นการดูแลแบบองค์รวม ประกอบด้วยการปรับพฤติกรรม การใช้ยา การบำบัดเชิงพฤติกรรม และการผ่าตัดในบางกรณี
ิิในประเด็นยากลุ่ม GLP-1 ผู้บริหารระบุว่า ปัจจุบันยากลุ่มนี้มีข้อบ่งใช้สำหรับ 2 โรคหลัก คือ เบาหวานชนิดที่ 2 และโรคอ้วน โดยมีขนาดยาและแนวทางการใช้ที่แตกต่างกัน ช่วง 3–4 ปีที่ผ่านมา หลังจากยากลุ่มนี้มีการใช้เพื่อการลดน้ำหนักมากขึ้น ทำให้ผู้คนจำนวนมากที่ต้องการลดน้ำหนักเริ่มทดลองใช้และพบผลลัพธ์ ซึ่งไม่ใช่กระแสเฉพาะในประเทศไทย แต่เป็นปรากฏการณ์ระดับโลก ส่วนหนึ่งมาจากการแพร่กระจายของข้อมูลผ่านโซเชียลมีเดีย โดยผู้บริหารประเมินว่าความนิยมเริ่มเพิ่มขึ้นตั้งแต่ราวปี 2022 เป็นต้นมา " ผู้อำนวยการฝ่าย Medical and Regulatory Affairs บริษัทโนโว นอร์ดิสค์ กล่าว
ิิิ สำหรับผู้ที่สามารถสั่งใช้ยากลุ่ม GLP-1 ได้ ผู้บริหารอธิบายว่า หากอยู่ในระบบโรงพยาบาล มักเป็นแพทย์เฉพาะทางที่ใช้ยากลุ่มนี้ แต่ในคลินิกหรือภาคเอกชน การใช้ยาจะขึ้นอยู่กับข้อบ่งใช้ของผู้ป่วย หากผู้ป่วยเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 หรือโรคอ้วน แพทย์ในคลินิกและภาคเอกชนสามารถใช้ยาได้ตามแนวทางเวชปฏิบัติในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม จุดประสงค์ของยานี้ไม่ใช่เพื่อความงามหรือ Aesthetic กลไกการออกฤทธิ์ของยา GLP-1 เกี่ยวข้องกับสมองและระบบทางเดินอาหาร โดยในสมองมีศูนย์ควบคุมความหิวและศูนย์ควบคุมความอิ่ม เมื่อท้องว่าง สมองจะส่งสัญญาณให้ร่างกายรู้สึกหิว และเมื่อรับประทานอาหารไปสักระยะ กระเพาะอาหารจะส่งสัญญาณไปยังสมองว่าร่างกายอิ่มแล้ว ยากลุ่ม GLP-1 จะไปจับกับศูนย์ควบคุมความอิ่ม ทำให้แม้กระเพาะอาหารจะยังไม่เต็มทั้งหมด สมองก็ได้รับสัญญาณว่ารู้สึกอิ่มแล้ว ส่งผลให้รับประทานอาหารน้อยลง ลดปริมาณแคลอรีที่ได้รับ และนำไปสู่การลดน้ำหนัก อีกกลไกหนึ่งเกิดขึ้นในระบบทางเดินอาหาร โดยอาหารจะเคลื่อนผ่านระบบทางเดินอาหารช้าลงกว่าปกติ ทำให้รู้สึกอิ่มนานขึ้น ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกการทำงานของยากลุ่ม GLP-1
นายแพทย์ Gurudutt Nayak กล่าวเพิ่มเติมอีก ยากลุ่มนี้ไม่แนะนำให้ใช้ในผู้ที่มีค่า BMI ต่ำกว่าเกณฑ์ โดยทั่วไปไม่แนะนำให้ใช้ในผู้ที่มี BMI ต่ำกว่า 25 หากไม่ได้อยู่ในภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน หรือไม่มีภาวะแทรกซ้อนหรือข้อบ่งใช้ที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากการใช้ยาในผู้ที่น้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์อาจมีผลต่อสุขภาพ รวมถึงผลข้างเคียงต่อระบบทางเดินอาหาร จึงไม่แนะนำให้ใช้ในกลุ่มที่มี BMI ต่ำ ส่วนข้อมูลการลดน้ำหนัก ผู้บริหารระบุว่า แม้ยังไม่สามารถเปรียบเทียบแบบตัวต่อตัวกับยาอื่นได้โดยตรง แต่ในการศึกษาของบริษัทพบว่าสามารถลดน้ำหนักได้สูงสุดถึง 21% ซึ่งเป็นระดับการลดน้ำหนักสูงสุดที่พบในการทดลองของบริษัทในปัจจุบัน ที่สำคัฐการลดน้ำหนักอย่างสมดุล หากผู้ป่วยสูญเสียมวลกล้ามเนื้อมากกว่าไขมัน จะทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง ส่งผลต่อการทำกิจวัตรประจำวัน เช่น การยกของ การเดิน หรือการออกกำลังกาย ดังนั้นจึงจำเป็นต้องได้รับโปรตีนอย่างเหมาะสม ควบคู่กับการออกกำลังกายเป็นประจำ
" สำหรับปัญหายา GLP-1 ปลอมที่เริ่มพบในประเทศไทย แม้จำนวนอาจยังไม่มาก แต่มีหลายกรณีที่พบแล้ว และถือว่าอันตราย เนื่องจากตัวยาที่อยู่ในผลิตภัณฑ์ปลอมอาจไม่ใช่ GLP-1 แต่อาจเป็นสารหรือยาชนิดอื่นที่ถูกบรรจุอยู่ภายใน ทางบริษัทให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของผู้ป่วย และลงทุนในโซลูชัน Easy Tracker เพื่อให้แพทย์และผู้ป่วยสามารถตรวจสอบได้ว่าผลิตภัณฑ์ที่ได้รับเป็นของแท้ รวมถึงสามารถติดตามและตรวจสอบเส้นทางการกระจายยาของบริษัทได้ และในอนาคต ผู้บริหารระบุว่า บริษัทให้ความสำคัญกับการวิจัยและนวัตกรรม โดยกำลังศึกษายาที่ต่อยอดจากกลไก GLP-1 ซึ่งอาจมีการออกฤทธิ์มากกว่าหนึ่ง pathway เช่น การออกฤทธิ์ผ่าน GLP-1 pathway ร่วมกับ amylin pathway ซึ่งเกี่ยวข้องกับการควบคุมความอยากอาหาร นอกจากนี้ยังมีการศึกษายาที่อาจออกฤทธิ์ต่อ receptor หลายชนิด รวมถึงแนวทางที่เกี่ยวข้องกับฮอร์โมนอื่น เช่น glucagon นอกจากนี้ บริษัทกำลังศึกษายาที่มุ่งเป้าไปที่ตับโดยเฉพาะ โดยอาจใช้ร่วมกับยากลุ่ม GLP-1 เพื่อส่งผลต่อโรคตับ ในลำดับของโรค MASH ระยะท้ายคือภาวะตับแข็ง ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีการรักษา เมื่อถึงระยะดังกล่าว ผู้ป่วยอาจเสียชีวิตหรือต้องได้รับการปลูกถ่ายตับ ผู้บริหารระบุว่ายาของบริษัทอาจมีศักยภาพในการช่วยย้อนกลับความเสียหายในระยะท้ายของโรคตับ แต่ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการทดสอบและสำรวจ และ บริษัทจะยังคงพัฒนายาสำหรับโรคเบาหวานต่อไป โดยผู้บริหารระบุว่าจะมีผลิตภัณฑ์อินซูลินชนิดฉีดสัปดาห์ละครั้ง ซึ่งจะเปิดตัวในประเทศไทยเร็ว ๆ นี้ สะท้อนว่าบริษัทยังคงให้ความสำคัญกับนวัตกรรมทั้งในกลุ่มโรคเบาหวานและโรคอ้วน นายแพทย์ Gurudutt Nayak กล่าวทิ้งท้าย
