“องค์การอนามัยโลก” (WHO) ได้ให้คํานิยาม “ความเครียด” (Stress) ว่า เกิดจากภาวะที่ร่างกายหลั่ง ฮอร์โมนเพื่อให้ “พร้อมสู้” (fight) หรือ “หลีกหนี” (flight) โดยอาจส่งผลให้ชีพจรเต้นเร็วขึ้นได้กว่า 100 ครั้งต่อนาที
ซึ่งภาวะโดยทั่วไปของการเกิดความเครียด หากเกิดขึ้นเพียงเล็กน้อย อาจหมายถึงการตอบสนองที่แสดงถึง ความกระตือรือล้น แต่หากเกิดขึ้นมากจนเกินไป อาจส่งผลกระทบต่อ “การตัดสินใจ” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในนาทีวิกฤติระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ของ “นักปฏิบัติการฉุกเฉินการแพทย์” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของระบบการแพทย์ฉุกเฉินด่านหน้า ที่ต้องพร้อมรับมือต่อทุกสถานการณ์ภายใต้ความกดดัน
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.โมเรศ ปรัชญพฤทธิ์ ประธานหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชา เทคโนโลยีเกมและเกมมิฟิเคชัน คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ร่วมกับ ภาควิชาเวชศาสตร์ฉุกเฉิน โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า พัฒนากระบวนการฝึกบริหารจัดการความเครียดสําหรับ “นักปฏิบัติการฉุกเฉินการแพทย์” รูปแบบใหม่ด้วยเทคโนโลยีซึ่งสร้างสถานการณ์จําลองขณะเกิดเหตุฉุกเฉินแบบเสมือนจริง เพื่อสร้างภูมิต้านทานต่อความเครียดในนักปฏิบัติการฉุกเฉินการแพทย์
โดยเป็นงานวิจัยที่เกิดจากการวิเคราะห์ปัจจัยที่ก่อให้เกิดความเครียดที่นักปฏิบัติการฉุกเฉินการแพทย์ต้องเผชิญ จาก สถานการณ์ที่ต้องช่วยเหลือผู้ป่วยซึ่งอยู่ในภาวะวิกฤติให้พ้นขีดอันตราย อาทิ เสียงดังของรถไซเรน การพยายามยื้อชีวิตผู้ป่วยท่ามกลางความกดดันจากภาวะแวดล้อมรอบตัว การเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ฯลฯ โดยจําลองขึ้นเป็นโลกเสมือนจริงผ่านแว่น VR (Virtual Reality) จนเกิดความเชื่อมั่นพร้อมปฏิบัติการด้วยความชํานาญและมั่นใจ

ตรวจจับชีพจร และการเหนี่ยวนําไฟฟ้าที่ผิวหนัง ระหว่างการทดสอบ โดยก่อนการฝึกให้ผู้เข้ารับการทดสอบจินตนาการ “ภาพแห่งความสุข” เป็นเวลา 90 วินาที ภายหลังจากที่ได้พบกับเหตุการณ์กดดันต่างๆ ในสถานการณ์จําลองแล้ววัดผล พบอัตราการเต้นของ หัวใจ ตลอดจนการเหนี่ยวนําไฟฟ้ามีค่าสูงขึ้น บ่งบอกว่าโลกเสมือนจริงประสบความสำเร็จในการเหนี่ยวนำความเครียดในตัวผู้เข้ารับการทดสอบ เพื่อใช้ในการฝึกบริหารจัดการความเครียดที่เกิดขึ้นรวมถึงสร้างภูมิต้านทานต่อความเครียดระหว่างปฏิบัติหน้าที่ในอนาคต
ผลงานวิจัยโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.โมเรศ ปรัชญพฤทธิ์ ได้รับการเสนอในงานประชุมวิชาการระดับโลก “IEEE Virtual Reality and 3D User Interfaces” และพร้อมพัฒนาให้สามารถใช้งานได้หลากหลายมากขึ้น ผ่านการสร้างสถานการณ์สมมุติต่างๆ ที่ใกล้เคียงโลกจริงมากขึ้น โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. โมเรศ ปรัชญพฤทธิ์ มองว่าในการสร้างสรรค์สถานการณ์จําลองเพื่อให้เข้าถึงการฝึกทักษะที่จําเป็นต่าง ๆ อาจไม่จําเป็นต้องใช้แว่น VR แต่สามารถฝึกผ่านจอแสดงภาพขนาดใหญ่ได้เช่นกัน และศักยภาพของงานวิจัย ขึ้นอยู่กับศักยภาพของการสนับสนุนร่วมด้วย
มหาวิทยาลัยมหิดลพร้อมมุ่งเผชิญ “Real World Impact” ผ่านโจทย์ปัญหาที่ท้าทาย ด้วยงานวิจัยที่ ส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาประเทศชาติ ด้วยพลังสมอง - พลังวิชาการ
ติดตามข่าวสารที่น่าสนใจจากมหาวิทยาลัยมหิดลได้ที่ https://mahidol.ac.th ภาพจาก คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยมหิดล
สัมภาษณ์ และเขียนข่าวโดย ฐิตินวตาร ดิถีการุณ นักประชาสัมพันธ์ (ชํานาญการ) โครงการงาน ประชาสัมพันธ์ภายใน / พันธกิจพิเศษ งานสื่อสารองค์กร กองบริหารงานทั่วไป สํานักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล โทร. 0-2849-6208
