กรมควบคุมโรค ผนึกกำลังรัฐและเอกชน เตรียมจัดประชุม ASEAN Dengue Day 2026 ยกระดับรับมือไข้เลือดออกเชิงรุก

www.medi.co.th

กรมควบคุมโรค ผนึกกำลังภาคีเครือข่ายพันธมิตร Dengue Zero จากภาครัฐ ภาคเอกชน บริษัท ทาเคดา (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท คาโอ อินดัสเตรียล (ประเทศไทย) จำกัด จัดงานประชุมเชิงปฏิบัติการเนื่องในวันไข้เลือดออกอาเซียน ประจำปี 2569 หรือ ASEAN Dengue Day 2026 เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคไข้เลือดออกอย่างเป็นรูปธรรม หลังสถานการณ์โรคยังเป็นประเด็นด้านสาธารณสุขที่ต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดสูงขึ้น งานดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “อาเซียนร่วมใจ สร้างอนาคตปลอดภัย ไม่ป่วยตายด้วยไข้เลือดออก ภายในปี 2573” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้แก่บุคลากรสาธารณสุข ภาคีเครือข่ายตลอดจนประชาชน ให้ทุกภาคส่วนมีบทบาทร่วมกันในการป้องกันโรคและลดการสูญเสียจากไข้เลือดออก


 

นายแพทย์นิติ เหตานุรักษ์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า “ไข้เลือดออกเป็นโรคที่ต้องเฝ้าระวังอย่างจริงจังและต่อเนื่อง แม้ว่าในปี 2569 นี้จำนวนผู้ป่วยลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน แต่ยังต้องดำเนินมาตรการควบคุม ป้องกันเพื่อไม่ให้มีผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะฤดูกาลระบาดอย่างในหน้าฝนนี้ ที่น่าสนใจคือปัจจุบันโรคไข้เลือดออกไม่ใช่โรคของเด็กเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่เป็นโรคที่เกิดได้กับทุกช่วงวัย โดยเด็กวัยเรียนยังเป็นกลุ่มที่พบอัตราป่วยสูง ขณะที่กลุ่มผู้ใหญ่ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวกลับเป็นกลุ่มที่มีอัตราการเสียชีวิตสูง กรมควบคุมโรคจึงเดินหน้ายกระดับการทำงานเชิงรุกในหลายด้าน ได้แก่ โครงการโรงเรียนปลอดไข้เลือดออกร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ ขณะนี้เข้าร่วมโครงการแล้ว 51 จังหวัด และโครงการโรงงานปลอดไข้เลือดออกซึ่งดำเนินการร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม โดยมีโรงงานเข้าร่วมแล้ว 29 จังหวัด  อีกทั้งริเริ่มระบบ Dengue Smart Care ในโรงพยาบาล เพื่อให้ผู้ป่วยเข้ารับการวินิจฉัยและรักษาอย่างรวดเร็ว เพื่อลดอัตราป่วยและเสียชีวิตให้ได้มากที่สุด”


 

แพทย์หญิงวรยา เหลืองอ่อน ผู้อำนวยการกองโรคติดต่อนำโดยแมลง กรมควบคุมโรค กล่าวว่า “ไข้เลือดออกเกิดจากยุงลายกัดผู้ป่วยแล้วนำเชื้อไปสู่คนอื่น การป้องกันจึงต้องทำทั้งสองทาง คือป้องกันไม่ให้ยุงกัด และกำจัดยุงพาหะ โดยการลดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายในบ้านและชุมชน ประชาชนควรเก็บบ้านไม่ให้มีมุมอับ เพื่อไม่ให้เป็นที่เกาะพักของยุง เก็บน้ำโดยปิดฝาภาชนะให้มิดชิดหรือคว่ำภาชนะที่มีน้ำขัง และเก็บขยะที่อาจเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลาย รวมถึงสวมเสื้อแขนยาว กางเกงขายาว ใช้โลชั่นหรือสเปรย์กันยุง และดูแลเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ รวมถึงผู้ป่วยในบ้านเป็นพิเศษ ทั้งนี้ หากมีไข้สูงลอย ปวดกระบอกตา ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ คลื่นไส้ อาเจียน กินยาลดไข้แล้วไข้ไม่ลง หรือมีจุดเลือดเล็ก ๆ ตามผิวหนัง ควรพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยโดยเร็ว โดยเฉพาะภายใน 3 วันแรก เพราะการรู้เร็วและรักษาเร็วจะช่วยลดความเสี่ยงต่ออาการรุนแรงและการเสียชีวิตได้”

แพทย์หญิงจุไร วงศ์สวัสดิ์ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ โฆษกกรมควบคุมโรค กล่าวว่า “ไข้เลือดออกมีความรุนแรงแตกต่างกันในแต่ละราย โดยกลุ่มที่ต้องระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หรือโรคอ้วน เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนรุนแรงสูงกว่าคนทั่วไป นอกจากนี้ ผู้ที่กินยาต้านการอักเสบกลุ่ม NSAIDs เช่น แอสไพริน ไอบูโพรเฟน หรือไดโคลฟีแนค ควรแจ้งแพทย์ทันทีเมื่อเข้ารับการรักษา เพราะยาเหล่านี้อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะเลือดออกผิดปกติและภาวะช็อกได้ ประชาชนควรป้องกันตนเองด้วยการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย และหลีกเลี่ยงการถูกยุงกัด นอกจากนี้ สามารถปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับวัคซีนไข้เลือดออก ซึ่งช่วยลดการติดเชื้อของโรคและลดการนอนโรงพยาบาลได้ ไข้เลือดออก ยิ่งรู้เร็ว ยิ่งรักษาเร็ว ยิ่งลดการเสียชีวิตได้มากขึ้น”


 


ทุกวันที่ 15 มิถุนายน ของทุกปี เป็นวันไข้เลือดออกอาเซียน สำหรับในปีนี้ กิจกรรมขับเคลื่อนภาคีเครือข่ายด้านการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคไข้เลือดออก จัดขึ้นในวันอังคารที่ 9 มิถุนายน 2569 ตั้งแต่เวลา 09.00 น. ณ สถาบันบำราศนราดูร กรมควบคุมโรค ภายในงานมีการรวมผู้เชี่ยวชาญ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคีเครือข่าย มาให้ความรู้ บอกเล่าประสบการณ์ และการดำเนินการที่สามารถนำไปใช้ได้จริง รวมถึงเวทีอภิปราย “รวมพลังภาคีเครือข่าย ยกระดับการป้องกันควบคุมไข้เลือดออกสู่ความสำเร็จ” การจัดงานครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมรับมือโรคไข้เลือดออกในปี 2569 โดยมุ่งยกระดับการป้องกันตั้งแต่ระดับบุคคล ชุมชน ไปจนถึงระบบสาธารณสุข พร้อมสร้างความตระหนักรู้ว่า ไข้เลือดออกเป็นโรคใกล้ตัวที่ป้องกันได้ หากทุกภาคส่วนร่วมมือกันอย่างต่อเนื่องและไม่ประมาท