ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ด้วยมูลค่าเพิ่มทางเทคโนโลยีสุขภาพดิจิทัล คาดว่าจะทำให้ประเทศไทยได้ก้าวขึ้นสู่ “ผู้นำสุขภาพดิจิทัล” (Digital Health Leadership) ในระบบสาธารณสุขระดับโลกได้ต่อไป
ด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่สร้างขึ้นเป็นแพลตฟอร์ม “AThenaAI” ที่พัฒนาขึ้นโดยแพทย์นวัตกรของมหาวิทยาลัยมหิดล ภายใต้การสนับสนุนหลักจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) และต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์โดย ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (TCELS) และสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) จะทำให้บุคลากรทางการแพทย์ด้านพันธุศาสตร์ระดับมืออาชีพของไทย ได้แสดงศักยภาพในการวิเคราะห์ข้อมูลทางพันธุกรรมที่จะทำให้ระบบสาธารณสุขไทยแข็งแกร่งด้วยองค์ความรู้อันเป็น “ปัญญาของแผ่นดิน” ตามปณิธานของมหาวิทยาลัยมหิดล
ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ประมวลผลเร็วสูง ร่วมกับทีมพัฒนาข้อมูลสุขภาพดิจิทัล เพื่อใช้ในการวินิจฉัยโรคทางโลหิตวิทยา ธาลัสซีเมีย และมะเร็งในเด็กที่โรงพยาบาลศิริราชมานานนับครึ่งทศวรรษ จนสามารถพัฒนาสู่ซอฟต์แวร์พร้อมเปิดใช้เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา นับเป็นนวัตกรรมฝีมือคนไทยที่สนับสนุนโดยภาครัฐมุ่งบุกเบิกในเชิงประกอบการแห่งแรกของชาติ
ด้วยสมรรถนะความเร็วในการประมวลผลของระบบ AI ที่สามารถย่นระยะเวลาจาก 1 สัปดาห์ เหลือเพียง 5 นาที ไม่ว่าจะเป็นในการวิเคราะห์ลำดับพันธุกรรมตลอดสายโซ่แห่งชีวิต (WGS - Whole Genome Sequencing) ซึ่งเหมาะสำหรับงานวิจัยที่ต้องการการวิเคราะห์ทั้งระบบ เช่น การคิดค้นยาใหม่ หรือต่อยอดประสิทธิภาพยาเก่า หรือการวิเคราะห์แบบเฉพาะส่วนที่ทำให้เกิดโรค (WES - Whole Exome Sequencing) สู่การค้นพบแนวทางการรักษาที่ตรงจุด
โดย ศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์วิปร วิประกษิต กล่าวเพิ่มเติมว่า ด้วยวิธี WGS แม้จะให้รายละเอียดได้มากกว่าวิธี WES แต่ต้องอาศัยการลงทุนที่สูงกว่า ในขณะที่ WES อาศัยการลงทุนต่ำกว่า แต่ให้ผลที่ครอบคลุมสาเหตุการกลายพันธุ์ได้มากถึงร้อยละ 90 ทดสอบประสิทธิภาพการใช้เแล้วในคณะแพทย์ 5 แห่งทั่วประเทศไทย
ก้าวต่อไป ทีมวิจัยเตรียมพัฒนาแพลตฟอร์ม “AThenaAI” ให้มีการใช้ที่ขยายขอบเขตมากขึ้น โดยเพิ่มการวิเคราะห์เพื่อดูการเปลี่ยนแปลงที่มีผลต่อการแสดงออกทางพันธุกรรม (ES - Epigenomic Sequencing) ช่วยวินิจฉัยโรคมะเร็ง ซึ่งเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่เป็นสาเหตุการเสียชีวิตมากเป็นอันดับต้นๆ ของไทย ก่อนต่อยอดรองรับ “โครงการจีโนมิกส์ประเทศไทย” ที่มุ่งเก็บข้อมูลทางพันธุศาสตร์ของประชากรไทยให้ได้ 50,000 ราย ก่อนเปิดกว้างสู่สาธารณะเพื่อการศึกษาและวิจัยสู่การรักษาที่ออกแบบได้เฉพาะบุคคลภายในปี พ.ศ. 2568
ในอนาคต โอกาสการเข้าถึงแพลตฟอร์ม “AThenaAI” จะไม่ได้จำกัดเพียงแค่เพื่อคนไทย แต่เพื่อมวลมนุษยชาติ โดยเตรียมขยายสู่ระดับนานาชาติ เริ่มต้นที่อาเซียน ก่อนเผยแพร่ไปยังตะวันออกกลาง และทั่วโลก
ศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์วิปร วิประกษิต กล่าวทิ้งท้ายว่า นาทีนี้ หากจะรอเพียงจากกระบวนการผลิตแพทย์ ซึ่งต้องใช้เวลาถึง 6 ปี กว่าจะสำเร็จการศึกษาแพทยศาสตรบัณฑิต และยังต้องศึกษาต่ออีก 6 ปีกว่าจะได้เป็น “แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง” คงไม่ทันการณ์ แพลตฟอร์ม “AThenaAI” จึงมุ่งพัฒนาเฉพาะ “แพทย์มืออาชีพ” เป็นหลัก
ก่อนจะพัฒนาแพลตฟอร์ม “AThenaAI” ให้สามารถใช้งานได้ง่ายขึ้น เพื่อขยายฐานการเข้าถึงสู่บุคลากรทางการแพทย์ อาทิ พยาบาล เภสัชกร นักเทคนิคการแพทย์ นักวิทยาศาสตร์ และผู้ช่วยแพทย์ในสาขาที่เกี่ยวข้อง ร่วมเป็นพลังสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยให้ได้มีชีวิตที่ยืนยาว พร้อมเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติต่อไป
ติดตามข่าวสารที่น่าสนใจจากมหาวิทยาลัยมหิดลได้ที่ www.mahidol.ac.th
ภาพจากหน่วยภาพการแพทย์ศิริราช
สัมภาษณ์ และเขียนข่าวโดย ฐิตินวตาร ดิถีการุณ นักประชาสัมพันธ์ (ชำนาญการ)
งานสื่อสารองค์กร กองบริหารงานทั่วไป สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล โทร. 0-2849-6210
