แพทยศาสตร์ จุฬา วิจัยค้นพบโพรไบโอติกแลคโตบาซิลัส แรมโนซัส แอล 34 ซึ่งช่วยลดสารพิษยูรีเมียและไซโตไคน์ที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบเพื่อช่วยผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังในระยะก่อนล้างไต ปัจจุบัน ร่วมมือกับบริษัทยาพัฒนาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารโพรไบโอติกสัญชาติไทยเพื่อคนไทย
ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่เป็นโพรไบโอติกกำลังได้รับความนิยมในหมู่ผู้บริโภคสายสุขภาพ ด้วยคุณประโยชน์ในการบำรุงและสร้างเสริมสุขภาพ ผลิตภัณฑ์ที่รู้จักกันดีก็อย่างเช่น โยเกิร์ต นมเปรี้ยว ที่มีจุลินทรีย์ตัวดีช่วยในการทำงานของลำไส้และระบบการขับถ่าย
แต่โพรไบโอติกไม่ได้มีดีเพียงเท่านั้น วิทยาศาสตร์และการแพทย์สมัยใหม่ยังพบความมหัศจรรย์ของจุลชีพในลำไส้อีกมากมายหลายสายพันธุ์ ที่สามารถช่วยบรรเทาภาวะความเจ็บป่วยและความเสื่อมของร่างกายได้ เช่น ภาวะไตเรื้อรัง โดยล่าสุด ศาสตราจารย์ ดร. สมหญิง ธัมวาสร และ รองศาสตราจารย์ ดร.นพ.อัษฎาศ์ ลีฬหวนิชกุล หน่วยภูมิคุ้มกันวิทยา ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์โพรไบโอติกแลคโตบาซิลัส แรมโนซัส แอล34 รูปแบบผงเพื่อผู้ป่วยที่มีภาวะไตวายเรื้อรัง
“จากการทดลองพบว่า เมื่อผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังทานโพรไบโอติกแลคโตบาซิลัส แรมโนซัส แอล34 เป็นระยะเวลา 1 เดือน ปริมาณสารพิษยูรีเมียและไซโตไคน์ที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบ ลดลง อย่างมีนัยสำคัญ” รศ. ดร.นพ.อัษฎาศ์กล่าว
“โพรไบโอติกแลคโตบาซิลัส แรมโนซัส แอล 34 เป็นแบคทีเรียประจำถิ่นของคนไทย จึงน่าจะเป็นอาหารเสริมที่เหมาะสมกับคนไทย”
โพรไบโอติกแลคโตบาซิลัส แรมโนซัส แอล34 ถูกค้นพบครั้งแรกโดยศาสตราจารย์ ดร.สมหญิง ธัมวาสร จากภาควิชาจุลชีววิทยา จุฬาฯ เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว
“ท่านศึกษาเชื้อแบคทีเรียในเด็กทารก โดยสกัดโพรไบโอติกจากอุจจาระของทารกมาศึกษาแล้วพบว่ามีเชื้อบางกลุ่มที่น่าสนใจ” รศ. ดร.นพ.อัษฎาศ์อธิบายการทดสอบต่อไปว่า “วิธีทำคือแยกเชื้อแบคทีเรียจากอุจจาระและมีอาหารเลี้ยงเชื้อ เราใส่อาหารที่แบคทีเรียชอบ มันก็จะเจริญเติบโตขึ้นมา เมื่อได้กลุ่มเชื้อแบคทีเรียแล้วก็จะมาวิเคราะห์ดูว่าแบคทีเรียตัวนี้มีคนเคยเจอหรือยัง หรือเป็นแบบเฉพาะที่ยังไม่มีคนเคยเจอ เราทำการวิเคราะห์หาลำดับดีเอ็นเอ (Sequencing Analysis) และพบว่าแบคทีเรียในลำไส้ที่ชื่อว่าโพรไบโอติก แลคโตบาซิลัส แรมโนซัส แอล34 มี Sequence ไม่เหมือนตัวอื่น เป็นแลคโตบาซิลัสพันธุ์จำเพาะ ที่ไม่เหมือนกับแบคทีเรีย แลคโตบาซิลัส แรมโนซัส ตัวอื่นๆ”

โพรไบโอติกกับสุขภาพ
รศ. ดร.นพ.อัษฎาศ์ อธิบายว่า “โพรไบโอติก” คือจุลชีพที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ซึ่งอาจเป็นเชื้อแบคทีเรีย รา หรือยีสต์ก็ได้ แต่ส่วนใหญ่แล้วจะหมายถึงเชื้อแบคทีเรียที่อยู่ในลำไส้
“ในร่างกายมนุษย์มีเชื้อแบคทีเรียทั้งดีและไม่ดี แบคทีเรียดีจะทำการสร้างสารอาหารบางอย่างที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ซึ่งร่างกายสร้างเองไม่ได้ เช่น กรดไขมันสายสั้น1 (Short-chain Fatty Acids) และวิตามินบางอย่าง โดยโพรไบโอติกช่วยย่อยไฟเบอร์ ย่อยอาหารที่ร่างกายย่อยไม่ได้ และยังช่วยแย่งอาหารจากแบคทีเรียไม่ดี ทำให้แบคทีเรียไม่ดีลดจำนวนลง และแบคทีเรียดีก็จะเพิ่มจำนวนมากขึ้น”
ปัจจุบัน สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาได้กำหนดโพรไบโอติกที่สามารถใช้ในอาหารว่ามีทั้งหมด 23-24 สายพันธุ์ เช่น บิฟิโดแบคทีเรียม (Bifidobacterium) และ แลคโตบาซิลลัส (Lactobacillus หรือ Lacticaseibacillus) ทั้งยังรวมถึงเชื้อจำเพาะบางชนิด เช่น สแตฟฟิโลคอกคัส (Staphylococcus sciuri) และโปรปิโอนิแบคทีเรียม (Propionibacterium arabinosum) โดยแลคโตบาซิลัสเป็นชื่อโพรไบโอติกที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่รู้จักและคุ้นหูที่สุด
“แลคโตบาซิลัสเป็นกลุ่มของแบคทีเรียกลุ่มหนึ่ง มีคุณสมบัติในการสร้างกรด lactic ได้ดี ทำให้ถูกนำไปผลิตเป็นนมเปรี้ยวและโยเกิร์ต” รศ. ดร.นพ.อัษฎาศ์ อธิบาย
“ในกลุ่มแลคโตบาซิลัสมีนามสกุลย่อย เราเรียกว่าสปีชีส์ เช่น แรมโนซัส (Rhamnosus) และคาเซอิ (Casei) ทั้งสองสปีชีส์จัดอยู่ในกลุ่มเดียวกันและมีความใกล้เคียงกันมาก เช่น การย้อมติดสี และ เป็นแบคทีเรียที่ไม่ชอบออกซิเจนเหมือนกัน แต่ก็มีความแตกต่างกันทางชีวเคมีบ้างเล็กน้อย เราก็เลยแยกเป็นคนละสปีชีส์”
โพรไบโอติกรักษาอาการอักเสบโรคไตเรื้อรัง
จากนั้น รศ. ดร.นพ.อัษฎาศ์ นำเอาโพรไบโอติกแลคโตบาซิลัส แรมโนซัส แอล34 มาทำวิจัยกับสัตว์ทดลอง เริ่มตั้งแต่โมเดลการติดเชื้อในลำไส้ โมเดลการติดเชื้อทางกระแสเลือด และโมเดลโรคไต พบว่าในโมเดลโรคไต โพรไบโอติกลดปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบได้ เมื่อเทียบกับสัตว์ทดลองที่ไม่ได้ให้โพรไบโอติก
“โรคไตจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของของเสียบางอย่าง เนื่องจากขับออกทางปัสสาวะไม่ได้หรือขับออกได้น้อยลง”
“เราเริ่มทำในโมเดลของสัตว์ทดลองก่อน สัตว์ทดลองที่มีไตอยู่ 1 ใน 6 ส่วนของไตปกติจะมีการคั่งของของเสียที่ขับทางปัสสาวะเหมือนในคน เราให้โพรไบโอติกเข้าไปวันละครั้งนาน 3 เดือน พบว่าสามารถลด Gut-derived Uremic Toxins (GDUTs) หรือสารพิษยูรีเมียที่เกิดในลำไส้”
รศ. ดร.นพ.อัษฎาศ์อธิบายว่า “โรคไตจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของของเสียบางอย่างเนื่องจากขับออกทางปัสสาวะไม่ได้หรือขับออกได้น้อยลง ของเสียเหล่านั้นจึงขับออกทางลำไส้แทนและจะถูกใช้โดยแบคทีเรียบางกลุ่มที่อยู่ลำไส้แล้วผลิตออกมาเป็นกลุ่มของสารที่ชื่อว่า GDUTs ซึ่งทำให้เกิดการอักเสบเพิ่มขึ้น เกิดการแข็งตัวของหลอดเลือดส่งผลให้เกิดโรคเส้นเลือดสมองตีบหรือแตก และโรคหัวใจได้ง่ายขึ้น ทั้งยังเกิดการเสื่อมของไตเร็วขึ้นอีกด้วย”
“แต่เมื่อเราให้โพรไบโอติก แลคโตบาซิลัส แรมโนซัส แอล34 ซึ่งเป็นแบคทีเรียดี มันเข้าไปช่วยลดแบคทีเรียไม่ดี ส่งผลให้ สารพิษยูรีเมียดังกล่าวลดลง”
เมื่อการทดลองในสัตว์ได้ประสิทธิผลดี รศ. ดร.นพ.อัษฎาศ์จึงได้ดำเนินการทดลองระยะต่อไปกับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังเมื่อปี 2567
“เราให้ผู้ป่วยรับประทานโพรไบโอติกแลคโตบาซิลัส แรมโนซัส แอล34 ในรูปแบบผงประมาณ 1 เดือน แล้วเจาะเลือดพบว่าค่า Gut-derived Uremic Toxin และไซโตไคน์ซึ่งเป็นปัจจัยที่วัดการอักเสบในเลือดนั้นลดลง แต่การทำงานของไตยังคงไม่เปลี่ยนแปลง”
รศ. ดร.นพ.อัษฎาศ์กล่าวว่าโพรไบโอติกแลคโตบาซิลัส แรมโนซัส แอล34 เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคไตระยะที่ 3 – 5 ในระยะก่อนที่ผู้ป่วยจะล้างไต (อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับระยะโรคไตเรื้อรังในล้อมกรอบ)
“สำหรับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่ยังไม่จำเป็นต้องได้รับการล้างไตนั้น การรับประทานโพรไบโอติกแลคโตบาซิลัส แรมโนซัส แอล34 อาจช่วยลดการอักเสบได้ แต่สำหรับผู้ป่วยระยะที่ 5 ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการล้างไตนั้น อาจจะต้องให้โพรไบโอติกร่วมกับการล้างไต ซึ่งจะได้ผลดีหรือไม่นั้นคงต้องทำการศึกษาเพิ่มเติม ผู้ป่วยที่มีข้อบ่งชี้ที่จะต้องทำการรักษาทดแทนไตแต่ไม่ได้รับการรักษานั้นอาจจะเกิดผลเสียที่รุนแรงถึงชีวิต จากการที่เกิดการสะสมของสารพิษยูรีเมีย เกิดภาวะซึม มีน้ำเกินในปอดหอบและหายใจไม่ได้ ตัวบวม เลือดออกในเยื่อหุ้มหัวใจส่งผลการบีบตัวของหัวใจผิดปกติและเสียชีวิตได้ คงต้องเน้นว่าการให้โพรไบโอติกเป็นเพียงการรักษาเสริมเพิ่มจากการรักษาตามมาตรฐานเท่านั้น ไม่สามารถทดแทนการรักษาตามมาตรฐานปัจจุบันได้”
อ่านบทความฉบับสมบูรณ์ที่ https://www.chula.ac.th/highlight/282148/
