บอร์ด สปสช. ไฟเขียว 5 แนวทางปรับระบบหน่วยบริการนวัตกรรม เพิ่มมาตรการกำกับเบิกจ่าย ควบคุมงบมีประสิทธิภาพ โปรงใส่ยิ่งขึ้น มุ่งคุ้มครองสิทธิประชาชน กลุ่มเปราะบางและพื้นที่เข้าถึงบริการได้ยาก พร้อมออกร่างข้อบังคับฯ หน่วยบริการต้องจัดให้ผู้รับบริการแสกนใบหน้ายืนยันตัวตน พร้อมเชื่อมข้อมูลระบบ “หมอพร้อม-Health link”
นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา มีมติเห็นชอบ ข้อเสนอมาตรการปรับปรุงประสิทธิภาพและควบคุมงบประมาณการดำเนินงานหน่วยบริการนวัตกรรม จำนวน 5 แนวทาง เพื่อยกระดับการบริหารจัดการงบประมาณและมาตรฐานการให้บริการในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
การปรับปรุงมาตรการในครั้งนี้ มุ่งให้การใช้จ่ายงบประมาณด้านสุขภาพเกิดประสิทธิภาพและความโปร่งใสมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งรักษาสมดุลระหว่างการกำกับดูแลและการคุ้มครองสิทธิประชาชน โดยเฉพาะการเข้าถึงบริการของกลุ่มเปราะบางและประชาชนในพื้นที่ที่เข้าถึงบริการได้ยาก
ทั้งนี้ มาตรการสำคัญทั้ง 5 แนวทาง ได้แก่ 1.เพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบการจ่ายค่าใช้จ่ายบริการสาธารณสุข หากพบประเด็นต้องสงสัย ไม่ถูกต้อง หรือเข้าข่ายทุจริต ให้ สปสช. พิจารณายกเลิกสัญญาและการขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการทันที 2.ให้หน่วยบริการดำเนินการ Re-Activated ตามระยะเวลาที่ สปสช. กำหนด โดยเป็นการทบทวนและตรวจสอบข้อมูลสำคัญของหน่วยบริการ เช่น ที่ตั้ง ข้อมูลผู้ให้บริการ ชื่อ–สกุล และเลขที่ใบประกอบวิชาชีพ ก่อนเข้าร่วมให้บริการภายใต้แนวทางใหม่ รวมถึงหน่วยบริการรับส่งต่อเฉพาะด้าน (ระดับปฐมภูมิ) ที่ร่วมให้บริการหน่วยบริการนวัตกรรม หากหน่วยบริการใดไม่ดำเนินการ Re-Activated จะถือว่าไม่ประสงค์เข้าร่วมและจะไม่ได้รับค่าชดเชยบริการ โดยข้อมูล ณ วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 มีหน่วยบริการดำเนินการแล้ว 7,842 แห่ง หรือร้อยละ 49
3.ปรับอัตราชดเชยให้สอดคล้องกับต้นทุนบริการจริง 4.ปรับปรุงรายการบริการ โดยยกเลิกบริการที่ไม่จำเป็น และเพิ่มบริการที่จำเป็น โดยคำนึงถึงบริบทของผู้รับบริการ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางและพื้นที่ที่เข้าถึงบริการได้ยา และ 5.กำกับติดตามผลการให้บริการและการเบิกจ่ายอย่างเข้มข้น หากพบความผิดปกติให้สำนักงาน สปสช. เขต เข้าตรวจสอบทันที
นายพัฒนา กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ บอร์ด สปสช. ยังมีมติเห็นชอบหลักการของ ร่างข้อบังคับคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการและเครือข่ายหน่วยบริการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งผ่านการพิจารณาของคณะอนุกรรมการด้านกฎหมายและกลั่นกรองกรณีอุทธรณ์แล้ว
โดยสาระสำคัญกำหนดให้สถานบริการที่ประสงค์จะขึ้นทะเบียนเป็น หน่วยบริการรับการส่งต่อเฉพาะด้าน (ระดับปฐมภูมิ) ต้องมีระบบ ยืนยันตัวตนด้วยใบหน้า (Face Verification Service) จัดเครือข่ายร่วมกับหน่วยบริการประจำในพื้นที่ และเชื่อมโยงข้อมูลบริการกับระบบ หมอพร้อม (MorProm) หรือ Health Link รวมทั้งเชื่อมข้อมูลผู้ให้บริการกับสภาวิชาชีพและ สปสช. เพื่อให้การกำกับดูแลหน่วยบริการเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด
ด้าน นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า จากการตรวจสอบหลังการจ่ายค่าใช้จ่ายให้กับหน่วยบริการในปีงบประมาณ 2568 พบว่า สปสช. ได้ตรวจสอบหน่วยบริการ 1,630 แห่ง จากหน่วยบริการทั้งหมดประมาณ 12,000 แห่ง และดำเนินการเรียกเงินคืนจากหน่วยบริการรวม 93.73 ล้านบาท ทั้งนี้ หน่วยบริการที่ถูกทำการตรวจสอบ สปสช. พิจารณาจากเงื่อนไขความเสี่ยง เช่น รายการบริการที่มีค่าใช้จ่ายสูง ปริมาณการใช้บริการมากและมีความถี่สูง มีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายซ้ำซ้อนระหว่างกองทุน ได้รับข้อร้องเรียนการเข้ารับบริการ และการตรวจพบความผิดปกติของข้อมูลก่อนการจ่ายค่าใช้จ่าย เป็นต้น
นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้รับทราบ สถานการณ์งบประมาณและการเบิกจ่ายของหน่วยบริการนวัตกรรมในปี 2569 โดยจากงบประมาณตั้งต้น 3,700 ล้านบาท มีการเบิกจ่ายแล้ว 3,500 ล้านบาท คงเหลือสุทธิ 227.6 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเบิกจ่าย 93.9% ขณะเดียวกัน หลังจากวันที่ 12 มกราคม 2569 ที่ สปสช. ได้ปรับระบบใหม่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเบิกจ่าย พบว่าปริมาณผู้รับบริการลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และพฤติกรรมผู้รับบริการเปลี่ยนมาเป็นการ Walk-in เข้ารับบริการมากกว่าการจองสิทธิล่วงหน้าผ่านระบบ
